"กระบี่เย้ยยุทธจักร 3" เปิดจริง 1 ก.ค.68 นี้! เล่นได้ทั้งมือถือ-พีซี ฟาร์มมัน รบมัน ยุทธภพลุกเป็นไฟแน่นอน!

 


ยุทธภพเตรียมสั่นสะเทือน! วันนี้ "กระบี่เย้ยยุทธจักร 3" เกม MMORPG กำลังภายในฟอร์มยักษ์ แห่งปี จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ณ MBK ชั้น 6 พร้อมประกาศระเบิดความมันให้จอมยุทธ์ทั่วประเทศ 1 กรกฎาคม 2568 นี้ สัมผัสบทใหม่ของตำนานที่พร้อมปลุกยุทธภพให้ลุกเป็นไฟ โลกงดงาม เรื่องราวเข้มข้น จัดเต็มทุกอรรถรส

คุณชลนรา นิวาทวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ EXP Up/คุณชลนรา นิวาทวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ EXP Up กล่าวว่า "เราตั้งใจนำ Swordsman 3 มามอบประสบการณ์ที่ดี ที่สุดให้ผู้เล่นชาวไทย โดยใช้ทีมงานคนไทยที่เข้าใจความต้องการและวัฒนธรรมการเล่นของเกมเมอร์ไทยเป็นอย่างดีต่าง จากบริษัทต่างชาติที่อาจมองข้ามรายละเอียดสำคัญเหล่านี้ เราเชื่อมั่นว่าการบริการด้วยหัวใจคนไทย เพื่อคนไทย จะทำให้ Swordsman 3 เป็นเกมที่ผู้เล่นทุกคนรักและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธภพนี้"

ตัวเกมรองรับ Cross-platform ลุยยุทธภพได้อิสระทั้งบน PC และมือถือ ฟาร์มเพลินบนจอใหญ่ หรือนอนเล่นชิลล์ๆ บนมือถือ ทุกไอดีเชื่อมต่อไร้รอยต่อ ผจญภัยต่อเนื่องไม่มีสะดุด "กระบี่เย้ยยุทธจักร 3" ให้อิสระการเล่นเต็มที่ ตอบโจทย์ทุกสไตล์ ไม่ว่าจะสายชิลล์ที่ชอบสำรวจโลก ทำเควสต์อัตโนมัติ เก็บสมบัติ ขี่พาหนะสุดเท่ ใช้ วิชาตัวเบา เหินเวหา หรือแช่น้ำพุร้อน ส่วนสายฮาร์ดคอร์ก็มีทั้งการ ไต่แรงก์ชิงความเป็นหนึ่ง, พัฒนาตัวละคร, นำกิลด์เข้าสู่ สงครามกิลด์และสงครามเซิร์ฟเวอร์ สุดเดือด หรือ ตะลุยดันเจี้ยนและหอคอยสุดหิน ระบบชดเชยช่วยให้ตามเพื่อนทันแม้ไม่ค่อยมีเวลา

เนรมิตจอมยุทธ์ในฝันอย่างอิสระด้วยระบบ ปรับแต่งตัวละคร ที่ละเอียด ปรับได้ทั้งหน้าตา ผิว สีตา ทรงผม รอยแผล หรือรอยสัก พร้อมแฟชั่นหลากหลายให้เลือกมิกซ์แอนด์แมทช์


เลือกเส้นทางยุทธ์จาก 11 สำนักดัง จากโลกกิมย้ง แต่ละสำนักมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีระบบ สายรอง ให้สลับเปลี่ยนสำนักได้ตามใจชอบ ไม่ต้องกลัวเลือกผิดพลาด เกมมีทั้งระบบ PvE สุดท้าทายด้วยกลไกดันเจี้ยนและบอสเฉพาะตัว และระบบ PvP สุดเดือดในยุทธภพที่ไม่มีคำว่าปรานี ตั้งแต่ดวล 1v1 ไปจนถึงสงครามข้ามเซิร์ฟเวอร์!

จอมยุทธ์สายฟรีเตรียมรวย! เกมมาพร้อม ระบบเศรษฐกิจเสรี แลกเปลี่ยนไอเทมและทรัพยากรกันเอง หรือเปิดร้านขายของผ่าน ตลาดกลาง ได้เลย ไอเทมพิเศษจากกิจกรรมกิลด์เข้าสู่ ตลาดประมูล ผู้เล่นสามารถร่วมประมูล และยังได้รางวัลปันผลแม้ประมูลไม่ชนะ แค่ขยันฟาร์มและค้าขายก็รวยได้ไม่ยาก

เกมกินพื้นที่เพียง 10 GB แต่คอนเทนต์อัดแน่น อัปเดตตลอดปี 2568 มีกิจกรรมหลากหลายไม่เบื่อ ทั้งปลูกผัก (ระวังโดนขโมย!), ล่าสมบัติ, เล่นดนตรี หรือมินิเกมในโหมดสวนสนุก ระบบไกด์ไลน์ ในเกมก็ช่วยแนะนำให้เข้าใจง่าย UI สวยงามใช้งานสะดวก

"กระบี่เย้ยยุทธจักร 3" คือสุดยอด MMORPG กำลังภายในสุดคลาสสิกที่ห้ามพลาด ดำดิ่งสู่โลกวรรณกรรมจีนที่มีชีวิตชีวาตั้งแต่แรกสัมผัส และที่สำคัญ ทีมงานไทยดูแลเอง เข้าใจคอเกมชาวไทยเป็นอย่างดี


เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ใน "กระบี่เย้ยยุทธจักร 3" แล้วเจอกัน 1 กรกฎาคมนี้!

ดาวน์โหลดและลงทะเบียนล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ >> https://swordsman3.onelink.me/g8lf/news\



สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๘”


สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเปิดงาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๘ (Thailand Research Expo 2025)" โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในระบบวิจัย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า ๒ ทศวรรษ ภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหาร นักวิจัย เฝ้ารับเสด็จฯ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรการแสดงนวัตกรรมโดรนแปรอักษร และทรงเยี่ยมชมการแสดงนิทรรศการและผลงานภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย”, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เจริญพระชนมายุ ๗๐ พรรษา วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘, นิทรรศการ ๕๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีน ตลอดจนผลงานวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ ที่มาจัดแสดงภายในงาน 


โดยมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๘ (Thailand Research Expo 2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖ - ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๘ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น ๒๒ - ๒๓ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ



BOOCHA (ปู้ฉะ) ธุรกิจแฟรนไชส์มาแรงปี 2025 ตั้งเป้าขยาย 100 สาขาทั่วประเทศ !

 


หลายคนบอกช่วงนี้เศรษฐกิจแย่ ค้าขายซบเซา แต่ธุรกิจน้องใหม่อย่าง BOOCHA(ปู้ฉะ) ร้านชาของคนเจนใหม่ กลับปังไม่หยุด ! เพราะทันทีที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2567 ชื่อของ BOOCHA(ปู้ฉะ) ก็กลายเป็นกระแสในบนโลกโซเชียล ฮิตติดเทรนด์จนปัจจุบันขยายร้านไปแล้วถึง 5 สาขาในทำเลทอง เช่น One Bangkok, All Season, บรรทัดทอง และยังตั้งเป้าจะขยายเพิ่มถึง 100 สาขาทั่วประเทศภายในปีนี้ด้วย

ความนิยมที่พุ่งไม่หยุดของ BOOCHA(ปู้ฉะ) ไม่ได้มาจากเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแนวคิดที่ผสานทั้งความอร่อย สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยไว้ในแก้วเดียว โดยนำเสนอเมนูน้ำผลไม้ปั่นผสมชาที่อร่อย ดื่มง่าย ได้ประโยชน์จากผลไม้แท้ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการแช่แข็ง เช่น เมนู Strawberry Milk Frappe Boba, Mango Milk Frappe Boba, Avocado Milk Frappe Boba, Mango & Durian Milk Frappe Boba 

คุณกุลณรีย์ จันทร์อารี ผู้บริหาร เปิดเผยถึงซิกเนเจอร์ของร้านว่าคือ “เม็ดโบบา” ท็อปปิ้งสุดพิเศษ รสชาติหวานหอม ดื่มแล้วสดชื่น เหมาะกับอากาศร้อนของเมืองไทย ทำจากธัญพืชและบุก เช่น โบบาถั่วแดง, โบบามะพร้าว, โบบาข้าวโอ๊ต, โบบาแห้ว, โบบาข้าวเหนียวแดง เนื้อสัมผัสนุ่มเด้ง เคี้ยวกรุบหนุบหนับ ดีต่อสุขภาพมากกว่าไข่มุกธรรมดา นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มท็อปปิ้งอื่นๆ เช่น บุก กลีบส้มโอแดง เนื้อมะม่วง ฯลฯ ได้ตามชอบ


ขณะที่ คุณ เกียรติภูมิ บัวสุก ผู้บริหาร กล่าวถึงจุดเด่นของ BOOCHA(ปู้ฉะ) ว่า มีดีไซน์แพ็กเกจแบบกระป๋องสุดชิค ถือดื่มง่าย ใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปก็เก๋ ซื้อเป็นของฝากก็ดูดี ลูกค้าที่กดสั่งเดลิเวอรี่ก็สบายใจได้เลยว่าไม่หกเลอะเทอะแน่นอน ที่สำคัญคือราคาสบายกระเป๋า เข้าถึงได้ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน เพียงแก้วละ 59 - 139 บาทเท่านั้น

BOOCHA(ปู้ฉะ) จึงไม่ใช่แค่แบรนด์เครื่องดื่มที่ถูกใจคนกินเท่านั้น แต่ยังเป็นแฟรนไชส์ที่น่าลงทุนสำหรับคนที่กำลังมองหาธุรกิจ หรืออาชีพเสริมในยุคที่การแข่งขันสูงเช่นนี้ ด้วยจุดแข็งของแบรนด์ที่ใช้วัตถุดิบไม่ซ้ำใครในท้องตลาด และมีการพัฒนาเมนูใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงช่วยสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง นอกจากนี้ยังใช้วัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และนำเข้าโดยตรงจากแหล่งผลิตชั้นนำ ซึ่งทางแบรนด์บินไปดีลกับโรงงานในประเทศจีนด้วยตัวเอง ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงมีเงินทุนเริ่มต้น 500,000 บาท คุณก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจที่พร้อมคืนทุนได้ภายใน 10 - 12 เดือน และสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน สนใจแฟรนไชส์ โทร. 096-194-9114, 099- 965-3946, 088-982-3516 หรืออีเมล boocha.thailand@gmail.com





สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๘


สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๘ 

วันศุกร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๘ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเปิดงาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๘ (Thailand Research Expo 2025)" และพระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้บริหารหน่วยงานและนักวิจัยเจ้าของผลงานต่าง ๆ เข้ารับพระราชทานรางวัลและเกียรติบัตร ในปีนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานขึ้นภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหาร นักวิจัย เฝ้ารับเสด็จฯ ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น ๒๓ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ


ในการนี้ได้พระราชทานถ้วยรางวัลผลงานวิจัยแก่นักวิจัยประเภท Platinum Award จำนวน ๒ รางวัล ได้แก่ 

- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผลงาน “นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทยเพื่อบำบัดผู้เสพติดบุหรี่ในระบบบริการสาธารณสุข“ 

- สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ผลงาน “อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope - MATCH) ที่จะร่วมติดตั้งไปกับยานสำรวจอวกาศฉางเอ๋อ ๗ สำหรับสำรวจสภาพอวกาศโดยรอบของดวงจันทร์ ภายใต้โครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station : ILRS)“ 


จากนั้นพระราชทานรางวัลเกียรติบัตร นักวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๓ ราย ได้แก่ 

๑.ศาสตราจารย์ ดร.ชัย จาตุรพิทักษ์กุล

๒.ศาสตราจารย์ ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย

๓.ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ดร.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ 

รางวัลเกียรติบัตรศาตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑ ราย ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ธนาภัทร ปาลกะ 

และรางวัลเกียรติบัตรเมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๐ ราย ได้แก่ 

๑.ศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร

๒.ศาสตราจารย์ ดร.ชาติ เจียมไชยศรี 

๓.รองศาสตราจารย์ ดร.นวณัฐ โอศิริ 

๔.ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา

๕.ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ พิทยศิริ

๖.ศาสตราจารย์ ดร.มัลลิกา อิ่มวงศ์ 

๗.ศาสตราจารย์ ดร.ปฏิพัทธ์ ทวนทอง

๘.ศาสตราจารย์ ดร.เบญจมาส เชียรศิลป์

๙.ศาสตราจารย์ ดร.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา

๑๐.รองศาสตราจารย์ ดร.นิจ ตันติศิรินทร์


มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๘ (Thailand Research Expo 2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖ - ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๘ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ



ททท. สร้างสีสันการท่องเที่ยว เอาใจสายเครื่องดื่ม ด้วยโครงการ "Thai Craft Destination: Sip & Journey"

 


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างสรรค์โครงการ "Thai Craft Destination: Sip & Journey" มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่นและความพิถีพิถันจากผู้ผลิต ภายใต้แนวคิด "ดื่มด่ำรสชาติ สัมผัสเรื่องราว" ผ่านเครื่องดื่ม 5 ธีม ที่นักเดินทางสายคราฟต์ไม่ควรพลาด ได้แก่ Fresh Fruity, Herb & Healthy, Caffeine, Cocoa และ Sensation ที่เปิดโอกาสให้เหล่านักเดินทางได้สัมผัสกับวิถีชีวิต เรื่องราวของชุมชน และรับประสบการณ์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Experience)

 

ตัวอย่าง 4 เส้นทางการท่องเที่ยวต้นแบบ เกี่ยวกับเครื่องดื่ม (Craft Drink)

 

เส้นทางที่ 1 : สกลนคร – อุดรธานี "SENSATION"


ในดินแดนอีสานแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับ "Sensation" หรือความรู้สึกดื่มด่ำไปกับเครื่องดื่มและประสบการณ์สร้างสรรค์หัตถกรรมท้องถิ่น นักดื่มจะได้ชิมไวน์อินทผลัมรสเยี่ยมจากสวนอินทผลัม “สวนตาลคู่” และชิมไวน์จากองุ่นหลากสายพันธุ์จาก “สวนกุลณดา” ที่ปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ในบรรยากาศสไตล์ Vineyard ได้เรียนรู้การผลิตตั้งแต่การปลูก คัดแยก หมัก บ่มในถังไม้โอ๊ค ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ทำให้ไวน์ที่นี่ มีคุณภาพเทียบไวน์ต่างประเทศ ทางด้านหัตถกรรมท้องถิ่น มีให้ชมการผลิตผ้าทอมือแบบโบราณ และร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์ของคนในพื้นที่

 

เส้นทางที่ 2 : น่าน – แพร่ "CAFFEINE"


ภาคเหนือตอนบนของไทย พร้อมจะเผยมนต์เสน่ห์ของวิถีชีวิตชุมชนแสนอบอุ่น และวัฒนธรรมกาแฟและโกโก้แบบครบวงจรให้ได้ดื่มด่ำ ผ่านเส้นทางสายกาแฟที่แปรรูปเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกคุณภาพทั่วประเทศ ทุกสายพันธุ์ ให้เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติหลากหลาย ทั้งกาแฟสด และเมนูที่สร้างสรรค์ใหม่กลายเป็นเครื่องดื่มร่วมสมัย ร่วมกิจกรรมของแหล่งผลิตกาแฟชั้นเยี่ยมของจังหวัดน่าน อย่าง “โรงคั่วกาแฟ น.น่าน Lab & Roastery” และ “กาแฟเดอม้ง” ที่ให้ความรู้ตั้งแต่การปลูก เก็บและคัดสรรเมล็ดกาแฟ จนถึงเทคนิคการคั่ว เป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับคอกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสวนกาแฟแต่ละแห่ง พร้อมที่จะสร้างชื่อเสียงให้กาแฟท้องถิ่นไทย ดังไกลระดับโลก

 

เส้นทางที่ 3 : ชุมพร – ระนอง "COCOA-COFFEE"


เส้นทางสู่ภาคใต้ของไทยนี้ จะนำเราไปเจาะลึกสู่โลกของกาแฟโรบัสต้าและโกโก้ นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนของการทำกาแฟ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการแปรรูปและชงกาแฟ การเยี่ยมชมแหล่งผลิตและแปรรูปโกโก้ที่ “คาเฟ่โกโก้ ระนองช็อกโกแลต หรือ วิสาหกิจชุมชนโกโก้ระนอง” เจ้าของรางวัล Safety Product และเป็นต้นแบบของการทำเกษตรยั่งยืน เราจะได้เห็นถึงความตั้งใจและพิถีพิถันในการผลิตวัตถุดิบคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแปรรูปโกโก้และกาแฟจากชุมชนท้องถิ่นที่ศูนย์การเรียนรู้และคาเฟ่ริมทะเล "บ้านต้นไม้อวดชุม" ที่มอบทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน ท่ามกลางบรรยากาศความสวยงามของชายทะเลชุมพร

 

เส้นทางที่ 4 : จันทบุรี "FRESH FRUITY"


“จันทบุรี” เมืองที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "เมืองแห่งผลไม้" ของภาคตะวันออก จะมอบประสบการณ์ที่สดชื่นและมีชีวิตชีวาให้กับนักท่องเที่ยว พาไปสัมผัสวัฒนธรรมย่านเมืองเก่า “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” ออกแบบทำเครื่องประดับที่มีชิ้นเดียวในโลกที่ “มีใจ สตูดิโอ” ตกแต่งกระเป๋าเสื่อกกจันทบูรให้ร่วมสมัย ที่ศูนย์เรียนรู้ประจำชุมชนริมน้ำจันทบูรกับ “iDear Chan Decoupage” เยี่ยมชมสวนมะปี๊ดอินทรีย์ของ “สวนมะปี๊ด by ธนัท” แหล่งผลิตมะปี๊ด ผลไม้พื้นถิ่นเชิงเดี่ยวด้วยวิธีธรรมชาติ และเรียนรู้กระบวนการปลูก ดูแล รวมถึงแปรรูปทุเรียนที่ “สวนอรุณบูรพา” คาเฟ่กลางสวนทุเรียนที่มีดีทั้งบรรยากาศและความอร่อย

โครงการนี้ จึงนับเป็นการยกระดับแหล่งวัตถุดิบของไทยให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และประเทศต่อไป



 

“ศุภมาส” รัฐมนตรีกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ชูวิสัยทัศน์ “Research for All” พลิกโฉมอนาคตไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 


“ศุภมาส” รัฐมนตรีกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ชูวิสัยทัศน์ “Research for All” พลิกโฉมอนาคตไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)" ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ณ World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยเน้นย้ำถึงพลังของระบบวิจัยไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงความรู้และโอกาสจากงานวิจัยอย่างเท่าเทียม


ในโอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Research for All: พลิกโฉมอนาคตไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของงานที่มุ่งสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกคนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร "พระบิดาแห่งการวิจัยไทย" ผู้ทรงริเริ่มโครงการกว่า 3,000 โครงการ อาทิ ฝนหลวงและกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งเป็นต้นแบบของแนวคิด "วิจัยเพื่อทุกคน" ที่กระทรวง อว. ยึดถือและขับเคลื่อน


นอกจากนี้ ยังได้ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 70 พรรษา ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็น "IT Princess" และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนานโยบายด้านนวัตกรรมของประเทศที่มุ่งเน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม


นางสาวศุภมาสยังได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวง อว. ตลอด 1 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ "เรียนดี มีความสุข มีรายได้ เน้นวิจัย สร้างนวัตกรรมดี ตรงความต้องการ" โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและปฏิรูประบบอุดมศึกษา ตลอดจนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมในส่วนของการปฏิรูปการอุดมศึกษา กระทรวง อว. ได้ผลักดันนโยบาย "2 ลด 2 เพิ่ม" เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา พร้อมเพิ่มทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคตและเพิ่มโอกาสในการมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง อาทิ Free TCAS/TGAT, โครงการเรียนดี มีรายได้ (Coop+), National Credit Bank, Online Learning Platform, โครงการทุนพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส และเสริมทักษะเพื่ออนาคต เช่น Higher Education Sandbox, Skill Transcript/Skill Mapping, Entrepreneurship Education, Reskill/Upskill/New Skill และ STEM Plus

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้เน้นย้ำถึงโครงการเรือธงของกระทรวงฯ ได้แก่ "อว. for AI" ที่มุ่งพัฒนา AI University เพื่อเตรียมสร้างบุคลากร AI 50,000 คนใน 5 ปี ซึ่งป็นฐานสำคัญในการผลักดันไทยเป็นผู้นำ AI

ในอาเซียน, "อว. for EV" มีเป้าหมายให้ไทยเป็น EV Hub อันดับ 10 ของโลกในการผลิตยานยนค์ปลอดมลพิษภายในปี 2030 ด้วยการพัฒนากำลังคน 150,000 คนใน 5 ปี และ "อว. for Semiconductor" ที่มุ่งผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 80,000 คนใน 5 ปี


นอกจากนี้ กระทรวง อว. กำลังผลักดันการจัดตั้งแพลตฟอร์ม "Skills Future Thailand" โดยมีต้นแบบจาก SkillsFuture Singapore ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาบุคลากรด้วยการมอบคูปอง Up-skill/Re-skill ให้แก่ประชาชนในประเทศไทยได้เริ่มวางรากฐานผ่านโครงการ Skill Mapping และ Skill Transcript ใน 6 มหาวิทยาลัยนำร่อง และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้ผลักดัน 3 มาตรการสำคัญ เพื่อให้ทุกคนมี Skill Transcript สามารถนำไปใช้ Up-skill/Re-skill ได้จริง และภาครัฐและเอกชนใช้เป็นเครื่องมือวางแผนผลิตบัณฑิต

นางสาวศุภมาสยังได้กล่าวถึง "พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา" ได้ผ่าน

ความเห็นชอบจากสภาแล้ว ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ตลอดปีที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้จัดกิจกรรมสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ "อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND",

One Stop Open House, และ "อว. Job Fair" และในอนาคต กระทรวง อว. จะขับเคลื่อนนโยบายอีก 9 เรื่อง อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคนตามความต้องการของอุตสาหกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ การสนับสนุนโรงเรียนสาธิตนานาชาติ การผลักดันไทยให้เป็น Education Hub, การผลักดัน อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ การนำ ววน. ไปช่วยแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ การนำ Science Park ไปสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การสนับสนุน Frontier Technology และการปฏิรูประบบ ววน. อย่างต่อเนื่อง

ในตอนท้าย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ที่จะสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมให้การวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเชื่อมั่นว่าด้วยพลังร่วมของทุกภาคส่วนจะสามารถสร้าง “ประเทศไทยที่เข้มแข็งด้วยวิจัย และเท่าเทียมด้วยโอกาส” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มีพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และการจัดการข้อมูลวิจัย ตามมาตรฐานสากล ดังนี้

1. รางวัลรับรองคุณภาพจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (NECAST)

เพื่อยกย่องหน่วยงานที่มีระบบการกำกับดูแลจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง

ระดับ 2 (โล่รางวัลและประกาศนียบัตร) จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่

- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช

- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง

- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก

ระดับ 3 (โล่รางวัลและประกาศนียบัตร) จำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่

- มหาวิทยาลัยรังสิต

- โรงพยาบาลศรีสะเกษ

- มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ระดับ 3 (ได้รับประกาศนียบัตร) จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่

- โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

- คณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน

- โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล

- กลุ่มสหสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ชุดที่ 1)

- โรงพยาบาลชลบุรี

- คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ จังหวัดจันทบุรี / เขตสุขภาพที่ 6

- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

2. รางวัลมาตรฐานการจัดการข้อมูลวิจัย (CoreTrustSeal)

ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่รับรองคุณภาพของคลังข้อมูลวิจัยที่มีการบริหารจัดการตามหลักการเปิดเผย โปร่งใส และยั่งยืน โดยมีหน่วยงานที่ได้รับประกาศนียบัตร จำนวน 4 แห่ง ได้แก่

- PSU Knowledge Bank จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม

- NIDA Wisdom Repository จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ กั่วเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบรรณสารการพัฒนา

- Thailand Agricultural Research Repository จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดย นายกิตติ ทั้วสุภาพ นักวิเคราะห์สารสนเทศอาวุโส 2

- Digital Research Information Center (DRIC) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย นางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์

งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)" นี้ จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 16 – 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ



“ซิสทรอนิกส์” จัดงาน dog | A.I. | humanoid.. สร้างเสริมความรู้ เทคโนโลยี AI และ หุ่นยนต์

 

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ ไอคอนสยาม พาร์ค  บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะจาก Unitree Robotics ในประเทศไทย นำโดย นายอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการ ได้จัดงาน dog | A.I. | humanoid เพื่อเปิดตัวเทคโนโลยีหุ่นยนต์รุ่นล่าสุด Unitree G1 จาก Unitree Robotics 

เมื่อเทคโนโลยี AI และ หุ่นยนต์ เข้าใกล้เรามากขึ้น นโยบายภาครัฐแทบทุกประเทศ จึงต้องการให้พัฒนาเทคโนโยลีให้มีความล้ำสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหุ่นยนต์อัจฉริยะ Unitree G1 นับว่าเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นให้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้เสมือนมนุษย์ โดย บริษัท“ซิสทรอนิกส์” นอกจากจะเป็นผู้นำด้านอากาศยานไร้คนขับ หรือ "โดรน" ในประเทศไทย แล้ว เมื่อช่วงต้นปี 2024 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสมือนจริงอัจฉริยะจาก Unitree Robotics เข้ามาจัดจำหน่าย ซึ่งเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะนี้ มีทั้งหุ่นยนต์ Dog และ Humanoid ที่ทางบริษัทฯ ได้นำเข้ามา  เพื่อตั้งใจนำมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ร่วมกับ “คน” ในงานที่คนไม่อยากทำ หรือ ภาษาทางการที่เรียกว่า Operation functions  และ ทดแทน “คน” ในงานที่มีความเสี่ยงอันตราย หรือบั่นทอนสุขภาพ ซึ่งยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาร่วมกับระบบ A.I. เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภายในงานครั้งนี้ นอกจากมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ที่สำคัญ คือการบรรยายให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ A.I. จากวิทยากรทั้ง 3 ท่าน คือ คุณซันนี่ จาวลา A.I. Influencer ผู้ติดตามกว่า 150,000 คน / คุณลักษ์มัญราม ทิวาตรี Channel Manager จากบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด / ตัวแทนจาก Unitree Robotics Mr. Felix Shang - Sales Manager / International Sales Dept.

ในงาน นอกจากผู้ร่วมงานได้พบกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์รุ่นใหม่แล้ว ยังได้ทดลองควบคุมหุ่นยนต์หลากหลายรุ่น เช่น Unitree B2, Unitree Go2 และ Unitree G1 พร้อมสัมผัสเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจาก Unitree Robotics อย่างใกล้ชิด

ล่าสุดทาง บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ยังได้ทำภารกิจร่วม กับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยส่งเจ้าหน้าที่ใช้ DJI Dock 2 (โดรนบินเอง)ติดตั้งชั่วคราว เพื่อบินหาตำแหน่งของพะยูน บริเวณ บ้านปากคลอก จังหวัดภูเก็ต

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการดูรายละเอียดของ บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด สามารถติดต่อและดูรายละเอียดผ่านช่องทาง เพจ Systronics Co.,Ltd / โทร. 028791127 ถึง 9/

https://www.systronics.co.th












“เอ้ สุชัชวีร์” นำทีมเล่นน้ำสงกรานต์ “ถนนข้าวสาร - คลองโอ่งอ่าง” พร้อมผลักดันฟื้นคลองโอ่งอ่าง เพื่อสร้างรายได้ดึงดูดนักท่องเที่ยว

 


(14 เม.ย. 67) ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นำทีม เล่นน้ำสงกรานต์ “ถนนข้าวสาร - คลองโอ่งอ่าง” เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสงกรานต์ เเละให้กำลังใจ เพื่อช่วยกันผู้ฟื้นคลองโอ่งอ่าง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้ร่วมฉีดน้ำกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม และมีประชาชนเข้ามาทักทายร่วมเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน


ขณะที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้มาเล่นน้ำสงกรานต์ “คลองโอ่งอ่าง” เพื่อให้กำลังใจ ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ ครั้งที่แล้วที่ตนมาลงพื้นที่พร้อม ส.ก. ตอนนั้นหลอดไฟเสีย ตอนนี้เปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดแล้ว ซึ่ง ส.ก. ลงทุนใช้เงินส่วนตัวซื้อไฟฟ้าส่องสว่างและเดินสายไฟตกแต่งแสนกว่าบาท หลังมีปัญหา​การถูกทิ้งร้าง ซึ่งคลองโอ่งอ่าง ปัจจุบันนั้นถูกทอดทิ้ง ทาง ส.ก. พยายามจะฟื้นคลองโอ่งอ่างให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ เดินหน้าจับมือเอกชน Restart กิจกรรมคลองโอ่งอ่าง พร้อมเชิญชวนให้คนมาเล่นสงกรานต์และมาท่องเที่ยวคลองโอ่งอ่าง ถ้าคนไทยไม่สนับสนุนกันแล้ว ก็หาคนอื่นสนับสนุนยาก





 

รรถไฟฯ เผยยอดการจองตั๋วรถไฟล่วงหน้า 90 วัน พร้อมเพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

การรถไฟฯ ถวางแผนการเพิ่มขบวนรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดเพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษในเส้นทางสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับรองรับการเดินทางของประชาชนเพิ่มเติม เป็น 2 ช่วง คือ เที่ยวไป ระหว่างวันที่ 10, 11, 12 และ 14 เมษายน 2567 รวม 8 ขบวน และเที่ยวกลับ ระหว่างวันที่ 11, 13, 16 และ 17 เมษายน 2567 อีก 8 ขบวน ทำให้สามารถรองรับการเดินทางของผู้โดยสารเพิ่มเติมได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คนต่อวัน รวมถึงจัดเตรียมรถโดยสารสำหรับหมุนเวียนเพิ่มเติม จำนวน 40 คัน สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการซื้อตั๋วในวันเดินทาง ให้เพียงพอและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาใช้บริการเป็นจำนวนมาก กระทรวงคมนาคม จึงได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสูงสุด โดยได้มอบนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ประสานการทำงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างผู้โดยสารที่ใช้บริการโดยรถไฟ และรถขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ โดยให้นำรถบัสโดยสารเฉพาะของบขส. (ไม่รวมรถร่วมบริการและรถตู้โดยสาร) เข้ามาจอดส่งผู้โดยสารขาเข้าได้ที่บริเวณประตูที่ 3 ของสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ทำให้ผู้โดยสารที่เดินทางต่อเนื่อง สามารถเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเชื่อมต่อให้กับประชาชน

ท้ายนี้ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ มั่นใจว่าจะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง และสามารถรับส่งผู้ใช้บริการทุกคนให้ถึงที่หมายอย่างสะดวกและปลอดภัยตลอดการเดินทาง สำหรับผู้โดยสารที่สนใจเดินทาง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย


#

วช. ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว เพื่อลดความสูญเสีย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วันที่ 4 เมษายน 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) ร่วมกับ คณะอนุกรรมการผลกระทบจากแผ่นดินไหวและแรงลม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสัมมนาในหัวข้อ “ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริเวณ Noto Peninsula ประเทศญี่ปุ่น” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิด พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และคณะทีมนักวิจัยเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านแผ่นดินไหว พร้อมด้วยหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริเวณ Noto Peninsula ประเทศญี่ปุ่น” ในวันนี้ วช. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมมีการดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติ และริเริ่มแผนงานการพัฒนาศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talents) และ ศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ในปี 2566 ได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) โดยมี “ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand)” ที่มี ศาสตราจารย์ ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) ด้านแผ่นดินไหวของประเทศไทย ที่จะให้ข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิด และลดความสูญเสีย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ศาสตราจารย์.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2566 เป็น ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านแผ่นดินไหว สนับสนุนการดำเนินงาน โดย วช. เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ หัวหน้าคณะสำรวจ และคณะทีมนักวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น นำทีมสำรวจความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.6 เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2024 เวลา 16:10 น. (เวลามาตรฐานญี่ปุ่น) ในคาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น ทีมสำรวจได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง เช่น อุจินาดะ (Uchinada) วาจิมะ (Wajima) อานามิซุ (Anamizu) ซูซุ (Suzu) โนโตะ (Noto) มอนเซ็น (Monzen) และ โทกิ (Togi) แม้ว่าเวลาผ่านไปกว่า 2 เดือนแล้ว ภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงอยู่ประเทศไทย จึงควรศึกษาและเตรียมแผนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งฮวาเหลียน ณ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 ที่มีขนาด 7.4 แมกนิจูด ลึก 11 กิโลเมตร รวมถึงเกาะโอกินาวาญี่ปุ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 ขนาด 6.0 แมกนิจูด บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งเมืองฟุกุชิมะ ลึกลงไปราว 40 กิโลเมตร โดยสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นไหวได้ถึงกรุงโตเกียว และถูกจัดให้อยู่ในความรุนแรงระดับ 4 จากมาตรวัดของญี่ปุ่นที่มี 7 ระดับ จากเส้นทางการสำรวจพบว่าเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยการสำรวจความเสียหายนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาสร้างมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของประเทศไทยได้อย่างทันท่วงที

โดย กิจกรรมภายในงานเป็นการเสวนาให้หัวข้อต่าง ๆ เพื่อถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว ดังนี้ 

"ข้อมูลพื้นฐานของ แผ่นดินไหว Noto Seismological Data และ Tectonic Data" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

"การตรวจวัดแผ่นดินไหว คลื่นแผ่นดินไหว Strong Motion Data" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ จาก มหาวิทยาลัยมหิดล 

"ผลกระทบและบทเรียนสึนามิ" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. อนวัช สรรพศรี จาก มหาวิทยาลัยโทโฮคุ และ นายณัฐพล ธรรมิกบวร จาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย 

"ผลกระทบและบทเรียน Landslide การเกิดดินเหลว" โดย ดร.วีรเดช ธนพลังกร จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

"ผลกระทบและบทเรียน โครงสร้างและสิ่งก่อสร้าง" โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วงศา วรารักษ์สัจจะ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 

"การจัดการหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว" โดย นายอำพัน เหล่าสุนทร นักวิจัย จาก Tokyo Institute of Technology 

ทั้งนี้ วช. อยู่ระหว่างดำเนินการสร้าง Research Ecosystem Facilities ที่จะช่วยให้สามารถศึกษาวิจัย ในระดับที่ทัดเทียมกับนานาชาติ รวบรวมองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว และเป็นกลไกหลักในการนำเสนอนโยบายและเพื่อการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ เพื่อเป็นเวทีในการเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวคิดสำหรับการนำบทเรียนมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และ เตรียมความพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวในอนาคต








อว. มอบของขวัญปีใหม่ ปี 67 “เท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace)” จาก ฝีมือนักวิจัยไทย ให้กับ รพ. ทั้ง 7 แห่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการให้ได้ใช้ฟรี


เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) คุณภาพสูง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ให้กับ โรงพยาบาล ทั้ง 7 แห่ง ภายใต้โครงการของขวัญปีใหม่ 2567 จาก กระทรวง อว. ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัย จาก วช.

โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงานและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมี รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ พร้อมด้วยตัวแทนผู้รับมอบนวัตกรรมเท้าเทียม ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร โรงพยาบาลสิรินธร ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลสมุทรสาคร สถาบันราชประชาสมาสัย สมุทรปราการ และ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมีตัวแทนผู้พิการขึ้นรับมอบนวัตกรรมเท้าเทียม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ในนามของรัฐบาล มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2567 ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมของภาครัฐ

ในการให้โอกาสประชาชนทั้งกลุ่มที่ต้องการเป็นพิเศษและกลุ่มประชาชนทั่วไป กระทรวง อว. มุ่งเน้นผลิตกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมต่าง ๆ โดยเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง มีคุณภาพ น้ำหนักเบา รูปลักษณ์สวยงาม โดยเกิดจากความเก่งของคนไทยแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในประเทศไทยที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ กระทรวง อว. มีความยินดีที่จะมอบเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ให้กับผู้ต้องการได้มีโอกาสได้ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) จะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดให้เข้าถึงประชาชนในทุกกลุ่มได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ รวมถึงการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ด้วยฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นองค์ความรู้ที่เสริมศักยภาพในด้านคุณภาพชีวิต โดย วช. ได้ให้การสนับสนุนแก่ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ และคณะ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการขาขาด

ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าเท้าเทียมจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง เพื่อช่วยเพิ่มความสุขให้กับผู้พิการ โดยจะมีการติดตามประเมินการใช้งาน เพื่อนำข้อมูลสนับสนุนการขอเข้าระบบของ สปสช. ต่อไป

รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวถึง เท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2566 และได้ผ่านการทดสอบตามมาตรการสากล ISO 10328 จากประเทศเยอรมนี และทำการทดลองทางด้านทางด้านคลินิกโดยโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นวัสดุอุปกรณ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพ พัฒนาโดยฝีมือนักวิจัยของไทยมุ่งหวังให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงได้และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ วช. ได้กำหนดการส่งมอบนวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ทั่วทุกภูมิภาค และได้ติดตามประเมินผลการใช้งาน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผน และการผลักดันเข้าสู่ระบบสุขภาพจะเห็นได้ว่าการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) มุ่งหวังให้ผู้พิการเข้าถึงและนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมีความปลอดภัยและได้รับมาตรฐานยกระดับความเป็นอยู่ของผู้พิการให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

วช. สนองพระราชดำริ หนุน ม.นเรศวร ศึกษาพันธุกรรม “มันม่วง” ลดการสูญพันธุ์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพทางภูมิอากาศ และตั้งอยู่ภายใต้อิทธิพลของมรสุมสองชนิด คือ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้มีความหลากหลายของระบบนิเวศและพรรณพืชหลายชนิด แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้มีสภาพเสื่อมโทรม และมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรเห็นปัญหา ทรงได้รับสั่งให้ดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้เพื่อเป็นแนวทางหลักในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพ.สธ.) และการจัดตั้งธนาคารพืชพรรณ รวมถึงทรงสนับสนุนให้มีการรวบรวมพันธุ์พืชเฉพาะถิ่น พืชหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนประโยชน์ของพืชชนิดต่าง ๆ การทำเกษตรกรรม และเพื่อสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อรวมอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืชและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ นายพุทธพงษ์ สร้อยเพชรเกษม นักวิชาการเกษตร รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท แห่งคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและขยายพันธุ์มันม่วง (Dioscorea alata L.) เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สนองโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของมันป่าด้วยเทคนิคเครื่องหมายดีเอ็นเอ ศึกษาวิธีการขยายพันธุ์และวิธีการปลูกมันป่าเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี เพื่อศึกษาวิธีการทำเมล็ดเทียมสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมและขยายพันธุ์มันป่า พร้อมวิเคราะห์ปริมาณสาระสำคัญ ได้แก่ saponin และ diosgenin พร้อมสร้างแปลงรวบรวมสายพันธุ์มันป่าสำหรับเป็นธนาคารพันธุกรรมพืชต่อไป

รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยโครงการดังกล่าวพบว่า มันป่า มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน น้ำตาล วิตามิน แคลเซียม โซเดียม ไฟเบอร์สูง แคโรทีนอยด์ และแอนโทไซยานินรวมอยู่ ทั้งนี้ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันและยับยั้งลโรคเบาหวาน รวมถึงสามารถลดระดับไขมันในเลือด นอกจากนี้การรับประทานมันเลือดยังสามารถช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศ และช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจ ได้อีกด้วย 

ทีมวิจัยได้ทำการสำรวจและจำแนกชนิดของมันป่า พบว่า มันป่า มีอยู่ด้วยกัน 13 ชนิด ในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศ แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ 7 ชนิด โดยแบ่งเป็นการใช้ประโยชน์ทางอาหาร 5 ชนิด อาทิ กลอย มันเลือด มันแซง มันมือเสือ และมันคันขาว และการใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรม 2 ชนิด ได้แก่ กลิ้งกลางดง และยั้ง 

รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลสำเร็จจากโครงการวิจัยนี้มีส่วนช่วยป้องกันการสูญพันธุ์เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงส่งเสริมให้คนในชุมชนตระหนักและหวงแหนที่จะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางพันธุกรรม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความรู้การใช้ประโยชน์ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต






วช. ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ยกรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 67 ให้ “เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงข่าว “NRCT Talk : รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2567 ครั้งที่ 5” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนางานผลงานประดิษฐ์คิดค้น และเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย ในสาขาวิชาการต่าง ๆ  ของประเทศชาติ 


ซึ่งครั้งนี้ ได้เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงข่าวฯ ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. จัดกิจกรรม “NRCT Talk รางวัลการวิจัยแห่งชาติ รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2567 ครั้งที่ 5” เพื่อเชิดชูผลงานที่มีความโดดเด่น และสร้างคุณูปการให้กับวงวิชาการและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจของนักประดิษฐ์ และนักวิจัย ในอันที่จะพัฒนานวัตกรรมทางความคิดและภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์สร้างความก้าวหน้าในศาสตร์แขนงต่าง ๆ โดยในปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเปิดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 และพระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เข้าเฝ้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา 

สำหรับผลงาน “เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์” ของ รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็น 1 ในผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2567

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 25 เป็นโรคกระดูกพรุนโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว และการคัดกรองโรคกระดูกพรุน สามารถทำได้โดยเครื่องวัดมวลกระดูกใช้รังสีเอกซ์ มีขนาดใหญ่ ราคาแพง มีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่มีฐานะยากจนหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ จากปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการคิดค้นเครื่องคัดกรองโรคกระดูกพรุน ด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแบบพกพาด้วยการเรียนรู้ผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ซึ่งเป็น “เครื่องตรวจคัดกรองเครื่องแรกของโลก” มีระดับความน่าเชื่อถือที่ยอมรับได้สำหรับการคัดกรองเบื้องต้น โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์ขนาดใหญ่ แต่มีราคาถูก น้ำหนักเบา เคลื่อนที่สะดวก ง่ายต่อการใช้งาน ทุกคนสามารถใช้ได้ไม่อันตราย ระบบแสงพลังงานต่ำที่ปลอดภัย ไม่ต้องมีนักรังสีเทคนิค และใช้เวลาเพียง 1 นาที โดยผลตรวจออกมาแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แถบสีเขียว หมายถึง มวลกระดูกอยู่ในภาวะปกติ แถบสีเหลือง หมายถึง กระดูกบาง มีความเสี่ยงต้องระวัง และ แถบสีแดง หมายถึง มวลกระดูกมีความหนาแน่นในระดับที่เสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน 

ทั้งนี้ เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครื่องที่ไม่ใช้รังสี แต่ใช้แสงพลังงานต่ำไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อมูล ตัวเครื่องขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสามารถเคลื่อนย้ายได้ ปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 10 เครื่อง ได้นำไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี แล้ว

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ กล่าวทิ้งท้ายว่า เครื่องมือนี้สามารถใช้งานการแพทย์ทางไกล เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล ในพื้นที่ ที่มีอินเทอร์เน็ต สามารถใช้งานได้ง่าย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจวัดมวลกระดูกได้มากยิ่งขึ้น 

สำหรับกิจกรรม “NRCT Talk : รางวัลการวิจัยแห่งชาติ รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2567” ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อมวลชน ตลอดจนการผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น กิจกรรม ภารกิจ และผลการดำเนินงาน ของ วช. เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป