Thai-BISPA จัดงานประจำปี Thai-BISPA Day 2025 รวมพลังเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมจากทั่วประเทศ

 


เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai Business Incubators and Science Parks Association: Thai-BISPA) ได้จัดการประชุมสัมมนาและนิทรรศการประจำปี Thai-BISPA Day 2025 ณ ห้อง Lumphini Grand Hall ชั้น 10 โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร

งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “THAILAND’S NEXT INNOVATION FORCE - People Who Drive Innovation” สะท้อนถึงความสำคัญของบุคลากรด้านการจัดการนวัตกรรม (Innovation Management Professionals) และผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางด้านนวัตกรรม (Innovation Intermediaries) ในฐานะกลไกเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยบุคลากรกลุ่มนี้ทำหน้าที่สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม (Innovation-Driven Enterprises) ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี หรือองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยกลไกการถ่ายทอดองค์ความรู้และการให้คำปรึกษา ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม ทางสมาคมฯ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม iLEAP (Innovation Leadership & Excellence Advancement Platform) แพลตฟอร์มที่จะเร่งการส่งเสริมศักยภาพและสร้างนักจัดการนวัตกรรมมืออาชีพแบบก้าวกระโดด



รศ.ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย นายกสมาคมฯ เปิดเผยว่า “สมาคม Thai-BISPA เป็นศูนย์กลางเครือข่ายของกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย ในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศและในระดับสากล ปีนี้ถือเป็นปีที่ 16 ของสมาคมฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพกลไกสนับสนุนการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สู่แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม ตอบสนองโอกาสและความท้าทาย อันจะนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในที่สุด”


ดร. สุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานบริหารบริษัท Origgin Ventures Thailand กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง Origgin Ventures Thailand และสมาคม Thai-BISPA ความร่วมมือที่มุ่งเสริมสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและการพาณิชย์เทคโนโลยีของประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยสุนทรพจน์นี้จะกล่าวถึงแนวทางที่ทั้งสององค์กรจะร่วมมือกันในการสนับสนุนการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน การพัฒนาขีดความสามารถด้านการพาณิชย์ทรัพย์สินทางปัญญาและการสร้างกิจการใหม่ การเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเครือข่ายนวัตกรรม และการเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพและเทคโนโลยีของไทยก้าวสู่ระดับภูมิภาคและนานาชาติ


ภายในงานมีพิธีลงนามความร่วมมือ ระหว่างสมาคมฯ กับ Origgin Ventures Thailand การเปิดตัวผู้เข้าร่วมโครงการ University Venture Creation Program (UVC Program) ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสามารถสถาบันอุดมศึกษาในการถ่ายทอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและเกิดการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จ และเป็นปีแรกที่ Thai-BISPA ร่วมมือกับ Sustainism Initiatives มอบประกาศนียบัตร INNO For Sustain ซึ่งเป็นการเชิดชูนวัตกรรมที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน

นอกจากจะมีการออกบูธของหน่วยงานเครือข่ายสมาชิกแล้ว ทางสมาคมฯ ยังได้ร่วมกับหน่วยงานสมาชิกกิตติมศักดิ์ บริษัท CP All จำกัด (มหาชน) ในการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในเครือข่ายอีกด้วย

เป็นประจำทุกปีสำหรับรางวัล Thai BISPA Awards ที่ปีนี้ ทางสมาคมฯ พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท มอบแก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพโดดเด่นในการพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรางวัลชนะเลิศผู้ประกอบการดีเด่น (Best Incubatee Award) ได้แก่ บริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด และ บริษัท สาติ จำกัด และทางสมาคมฯ ยังร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ประกอบการที่คว้ารางวัลจาก AABI Awards ประจำปี 2025 จัดขึ้นโดยสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจเอเชีย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ณ เมืองซูราการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยปีนี้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลถึง 2 รางวัล ประกอบด้วย รางวัล AABI Torch Award for Best Nominee (Thailand) คือ บริษัท พีทูเอ อินโนเวชั่น จำกัด  และ รางวัล AABI Torch Award for Internationalization คือบริษัท แน็พ ไบโอเทค จำกัด

เพื่อเป็นการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทย ในการนี้ ทางสมาคมฯ ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในกับผู้ประกอบการและนวัตกรรมของไทย จำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม และอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรม เพื่อร่วมสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมของประเทศไทยสู่เวทีระดับสากล


สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.thaibispa.or.th



ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทวงถามสิทธิผู้บริโภค ลั่น “บุหรี่ไฟฟ้า”อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

 


เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เกี่ยวกับแนวทาง “แบน” บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปกป้องสิทธิด้านสุขภาพของชาวไทย โดยย้ำว่าอย่าเห็นบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง และละเลยการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นผู้บริโภคในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่มีอันตรายน้อยกว่า

มติครม. ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง กสม. เสนอให้มีการจัดการบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน เนื่องจากพบการระบาดหนักในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเน้นไปที่การ “แบน” ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามทำการตลาด และปิดช่องว่างทางกฎหมายใน พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 ให้ครอบคลุมสินค้ารูปแบบใหม่และการขายออนไลน์

นายอาสา ศาลิคุปต แกนนำกลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) ได้ออกมาโต้แย้งมตินี้ โดยชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ากำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือสร้างภาพทางการเมือง” เพื่อสร้างผลงานให้รัฐบาลมากกว่าจะทำเพื่อปกป้องสิทธิประชาชนอย่างแท้จริง นายอาสาเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลเพื่อไทยว่า “ในยุครัฐบาลที่แล้วก็มีการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด นำเสนอข่าวทุกวัน แม้แต่การจับกุมชิ้นเดียวก็เป็นข่าวใหญ่ได้ การที่รัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาในช่วงเปลี่ยนผ่านเพียงไม่กี่เดือน นำนโยบายเก่า ๆ กลับมารีไซเคิล และบุหรี่ไฟฟ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น สะท้อนว่านี่คือการหาทางสร้างผลงานทางการเมืองแบบเดิม ๆ แต่ไม่แก้ปัญหาในระยะยาว”

นายอาสาตั้งคำถามถึงบทบาทของ กสม. ในครั้งนี้ว่า “ใครอยู่เบื้องหลังการผลักดันประเด็นนี้” และเหตุใดถึงให้คณะกรรมการไม่กี่คนที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนมาตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อชีวิตคนเกือบ 10 ล้านคน ในเมื่ออ้างว่าอยากปกป้องสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน แต่ทำไมกลับเพิกเฉยต่อสิทธิของผู้สูบบุหรี่ที่จะได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่หลายประเทศยอมรับว่ามีอันตรายน้อยกว่า และถูกควบคุมอย่างถูกกฎหมายแล้วใน 91 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ นายอาสายังชี้ให้เห็นว่า “สภาผู้แทนราษฎรเคยให้ความเห็นชอบรายงานจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นคณะที่รวบรวมความเห็นจากทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายสุขภาพ ทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่เสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มาตรการที่เข้มงวด เพราะทุกคนก็อยากปกป้องเด็กและเยาวชน ซึ่งได้ผ่านการรับรองจากสภาฯ ส่งต่อให้ ครม. ตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว แต่กลับถูกดองไว้อย่างเงียบเชียบ ขณะเดียวกันข้อเสนอของ กสม. กลับลัดคิวเข้าพิจารณาในชั้น ครม. ได้อย่างรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งหาก ครม. พิจารณาข้อเสนอแบนแล้ว ก็ควรพิจารณาข้อเสนอของ กมธ. ที่ศึกษามาเป็นปีด้วย เพื่อให้เป็นการพิจารณาเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง”


นายอาสาสรุปทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า ตราบใดที่รัฐบาลทุกสมัยยังคงเห็นบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเพียง “เครื่องมือทางการเมือง” เอาไว้จับโชว์ สร้างภาพว่าเป็นรัฐบาลที่มีความสามารถใส่ใจสังคม โดยไม่ยอมควบคุมอย่างถูกต้องและคุ้มครองสิทธิทั้งของผู้สูบบุหรี่และไม่สูบสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าก็จะไม่มีทางถูกจัดการอย่างเหมาะสมได้ เพราะยิ่งปราบปราม ตลาดมืดก็จะยิ่งเข้ามามากขึ้น เพราะตราบใดที่ยังมีความต้องการ ตลาดมืดก็จะปรับตัวหาช่องทางใหม่ ๆ ให้ของมีอยู่ในไทยได้ตลอด สุดท้ายก็ไม่สามารถควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ กลับยิ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ