“เอ้ สุชัชวีร์” นำทีมเล่นน้ำสงกรานต์ “ถนนข้าวสาร - คลองโอ่งอ่าง” พร้อมผลักดันฟื้นคลองโอ่งอ่าง เพื่อสร้างรายได้ดึงดูดนักท่องเที่ยว

 


(14 เม.ย. 67) ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นำทีม เล่นน้ำสงกรานต์ “ถนนข้าวสาร - คลองโอ่งอ่าง” เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสงกรานต์ เเละให้กำลังใจ เพื่อช่วยกันผู้ฟื้นคลองโอ่งอ่าง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้ร่วมฉีดน้ำกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม และมีประชาชนเข้ามาทักทายร่วมเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน


ขณะที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้มาเล่นน้ำสงกรานต์ “คลองโอ่งอ่าง” เพื่อให้กำลังใจ ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ ครั้งที่แล้วที่ตนมาลงพื้นที่พร้อม ส.ก. ตอนนั้นหลอดไฟเสีย ตอนนี้เปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดแล้ว ซึ่ง ส.ก. ลงทุนใช้เงินส่วนตัวซื้อไฟฟ้าส่องสว่างและเดินสายไฟตกแต่งแสนกว่าบาท หลังมีปัญหา​การถูกทิ้งร้าง ซึ่งคลองโอ่งอ่าง ปัจจุบันนั้นถูกทอดทิ้ง ทาง ส.ก. พยายามจะฟื้นคลองโอ่งอ่างให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ เดินหน้าจับมือเอกชน Restart กิจกรรมคลองโอ่งอ่าง พร้อมเชิญชวนให้คนมาเล่นสงกรานต์และมาท่องเที่ยวคลองโอ่งอ่าง ถ้าคนไทยไม่สนับสนุนกันแล้ว ก็หาคนอื่นสนับสนุนยาก





 

รรถไฟฯ เผยยอดการจองตั๋วรถไฟล่วงหน้า 90 วัน พร้อมเพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

การรถไฟฯ ถวางแผนการเพิ่มขบวนรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดเพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษในเส้นทางสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับรองรับการเดินทางของประชาชนเพิ่มเติม เป็น 2 ช่วง คือ เที่ยวไป ระหว่างวันที่ 10, 11, 12 และ 14 เมษายน 2567 รวม 8 ขบวน และเที่ยวกลับ ระหว่างวันที่ 11, 13, 16 และ 17 เมษายน 2567 อีก 8 ขบวน ทำให้สามารถรองรับการเดินทางของผู้โดยสารเพิ่มเติมได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คนต่อวัน รวมถึงจัดเตรียมรถโดยสารสำหรับหมุนเวียนเพิ่มเติม จำนวน 40 คัน สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการซื้อตั๋วในวันเดินทาง ให้เพียงพอและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาใช้บริการเป็นจำนวนมาก กระทรวงคมนาคม จึงได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสูงสุด โดยได้มอบนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ประสานการทำงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างผู้โดยสารที่ใช้บริการโดยรถไฟ และรถขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ โดยให้นำรถบัสโดยสารเฉพาะของบขส. (ไม่รวมรถร่วมบริการและรถตู้โดยสาร) เข้ามาจอดส่งผู้โดยสารขาเข้าได้ที่บริเวณประตูที่ 3 ของสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ทำให้ผู้โดยสารที่เดินทางต่อเนื่อง สามารถเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเชื่อมต่อให้กับประชาชน

ท้ายนี้ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ มั่นใจว่าจะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง และสามารถรับส่งผู้ใช้บริการทุกคนให้ถึงที่หมายอย่างสะดวกและปลอดภัยตลอดการเดินทาง สำหรับผู้โดยสารที่สนใจเดินทาง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย


#

วช. ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว เพื่อลดความสูญเสีย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วันที่ 4 เมษายน 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) ร่วมกับ คณะอนุกรรมการผลกระทบจากแผ่นดินไหวและแรงลม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสัมมนาในหัวข้อ “ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริเวณ Noto Peninsula ประเทศญี่ปุ่น” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิด พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และคณะทีมนักวิจัยเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านแผ่นดินไหว พร้อมด้วยหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริเวณ Noto Peninsula ประเทศญี่ปุ่น” ในวันนี้ วช. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมมีการดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติ และริเริ่มแผนงานการพัฒนาศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talents) และ ศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ในปี 2566 ได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) โดยมี “ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand)” ที่มี ศาสตราจารย์ ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) ด้านแผ่นดินไหวของประเทศไทย ที่จะให้ข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิด และลดความสูญเสีย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ศาสตราจารย์.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2566 เป็น ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านแผ่นดินไหว สนับสนุนการดำเนินงาน โดย วช. เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ หัวหน้าคณะสำรวจ และคณะทีมนักวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น นำทีมสำรวจความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.6 เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2024 เวลา 16:10 น. (เวลามาตรฐานญี่ปุ่น) ในคาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น ทีมสำรวจได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง เช่น อุจินาดะ (Uchinada) วาจิมะ (Wajima) อานามิซุ (Anamizu) ซูซุ (Suzu) โนโตะ (Noto) มอนเซ็น (Monzen) และ โทกิ (Togi) แม้ว่าเวลาผ่านไปกว่า 2 เดือนแล้ว ภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงอยู่ประเทศไทย จึงควรศึกษาและเตรียมแผนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งฮวาเหลียน ณ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 ที่มีขนาด 7.4 แมกนิจูด ลึก 11 กิโลเมตร รวมถึงเกาะโอกินาวาญี่ปุ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 ขนาด 6.0 แมกนิจูด บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งเมืองฟุกุชิมะ ลึกลงไปราว 40 กิโลเมตร โดยสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นไหวได้ถึงกรุงโตเกียว และถูกจัดให้อยู่ในความรุนแรงระดับ 4 จากมาตรวัดของญี่ปุ่นที่มี 7 ระดับ จากเส้นทางการสำรวจพบว่าเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยการสำรวจความเสียหายนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาสร้างมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของประเทศไทยได้อย่างทันท่วงที

โดย กิจกรรมภายในงานเป็นการเสวนาให้หัวข้อต่าง ๆ เพื่อถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว ดังนี้ 

"ข้อมูลพื้นฐานของ แผ่นดินไหว Noto Seismological Data และ Tectonic Data" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

"การตรวจวัดแผ่นดินไหว คลื่นแผ่นดินไหว Strong Motion Data" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ จาก มหาวิทยาลัยมหิดล 

"ผลกระทบและบทเรียนสึนามิ" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. อนวัช สรรพศรี จาก มหาวิทยาลัยโทโฮคุ และ นายณัฐพล ธรรมิกบวร จาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย 

"ผลกระทบและบทเรียน Landslide การเกิดดินเหลว" โดย ดร.วีรเดช ธนพลังกร จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

"ผลกระทบและบทเรียน โครงสร้างและสิ่งก่อสร้าง" โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วงศา วรารักษ์สัจจะ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 

"การจัดการหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว" โดย นายอำพัน เหล่าสุนทร นักวิจัย จาก Tokyo Institute of Technology 

ทั้งนี้ วช. อยู่ระหว่างดำเนินการสร้าง Research Ecosystem Facilities ที่จะช่วยให้สามารถศึกษาวิจัย ในระดับที่ทัดเทียมกับนานาชาติ รวบรวมองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว และเป็นกลไกหลักในการนำเสนอนโยบายและเพื่อการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ เพื่อเป็นเวทีในการเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวคิดสำหรับการนำบทเรียนมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และ เตรียมความพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวในอนาคต








อว. มอบของขวัญปีใหม่ ปี 67 “เท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace)” จาก ฝีมือนักวิจัยไทย ให้กับ รพ. ทั้ง 7 แห่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการให้ได้ใช้ฟรี


เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) คุณภาพสูง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ให้กับ โรงพยาบาล ทั้ง 7 แห่ง ภายใต้โครงการของขวัญปีใหม่ 2567 จาก กระทรวง อว. ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัย จาก วช.

โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงานและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมี รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ พร้อมด้วยตัวแทนผู้รับมอบนวัตกรรมเท้าเทียม ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร โรงพยาบาลสิรินธร ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลสมุทรสาคร สถาบันราชประชาสมาสัย สมุทรปราการ และ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมีตัวแทนผู้พิการขึ้นรับมอบนวัตกรรมเท้าเทียม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ในนามของรัฐบาล มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2567 ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมของภาครัฐ

ในการให้โอกาสประชาชนทั้งกลุ่มที่ต้องการเป็นพิเศษและกลุ่มประชาชนทั่วไป กระทรวง อว. มุ่งเน้นผลิตกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมต่าง ๆ โดยเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง มีคุณภาพ น้ำหนักเบา รูปลักษณ์สวยงาม โดยเกิดจากความเก่งของคนไทยแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในประเทศไทยที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ กระทรวง อว. มีความยินดีที่จะมอบเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ให้กับผู้ต้องการได้มีโอกาสได้ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) จะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดให้เข้าถึงประชาชนในทุกกลุ่มได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ รวมถึงการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ด้วยฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นองค์ความรู้ที่เสริมศักยภาพในด้านคุณภาพชีวิต โดย วช. ได้ให้การสนับสนุนแก่ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ และคณะ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการขาขาด

ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าเท้าเทียมจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง เพื่อช่วยเพิ่มความสุขให้กับผู้พิการ โดยจะมีการติดตามประเมินการใช้งาน เพื่อนำข้อมูลสนับสนุนการขอเข้าระบบของ สปสช. ต่อไป

รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวถึง เท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2566 และได้ผ่านการทดสอบตามมาตรการสากล ISO 10328 จากประเทศเยอรมนี และทำการทดลองทางด้านทางด้านคลินิกโดยโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นวัสดุอุปกรณ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพ พัฒนาโดยฝีมือนักวิจัยของไทยมุ่งหวังให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงได้และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ วช. ได้กำหนดการส่งมอบนวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ทั่วทุกภูมิภาค และได้ติดตามประเมินผลการใช้งาน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผน และการผลักดันเข้าสู่ระบบสุขภาพจะเห็นได้ว่าการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) มุ่งหวังให้ผู้พิการเข้าถึงและนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมีความปลอดภัยและได้รับมาตรฐานยกระดับความเป็นอยู่ของผู้พิการให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

วช. สนองพระราชดำริ หนุน ม.นเรศวร ศึกษาพันธุกรรม “มันม่วง” ลดการสูญพันธุ์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพทางภูมิอากาศ และตั้งอยู่ภายใต้อิทธิพลของมรสุมสองชนิด คือ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้มีความหลากหลายของระบบนิเวศและพรรณพืชหลายชนิด แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้มีสภาพเสื่อมโทรม และมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรเห็นปัญหา ทรงได้รับสั่งให้ดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้เพื่อเป็นแนวทางหลักในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพ.สธ.) และการจัดตั้งธนาคารพืชพรรณ รวมถึงทรงสนับสนุนให้มีการรวบรวมพันธุ์พืชเฉพาะถิ่น พืชหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนประโยชน์ของพืชชนิดต่าง ๆ การทำเกษตรกรรม และเพื่อสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อรวมอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืชและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ นายพุทธพงษ์ สร้อยเพชรเกษม นักวิชาการเกษตร รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท แห่งคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและขยายพันธุ์มันม่วง (Dioscorea alata L.) เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สนองโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของมันป่าด้วยเทคนิคเครื่องหมายดีเอ็นเอ ศึกษาวิธีการขยายพันธุ์และวิธีการปลูกมันป่าเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี เพื่อศึกษาวิธีการทำเมล็ดเทียมสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมและขยายพันธุ์มันป่า พร้อมวิเคราะห์ปริมาณสาระสำคัญ ได้แก่ saponin และ diosgenin พร้อมสร้างแปลงรวบรวมสายพันธุ์มันป่าสำหรับเป็นธนาคารพันธุกรรมพืชต่อไป

รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยโครงการดังกล่าวพบว่า มันป่า มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน น้ำตาล วิตามิน แคลเซียม โซเดียม ไฟเบอร์สูง แคโรทีนอยด์ และแอนโทไซยานินรวมอยู่ ทั้งนี้ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันและยับยั้งลโรคเบาหวาน รวมถึงสามารถลดระดับไขมันในเลือด นอกจากนี้การรับประทานมันเลือดยังสามารถช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศ และช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจ ได้อีกด้วย 

ทีมวิจัยได้ทำการสำรวจและจำแนกชนิดของมันป่า พบว่า มันป่า มีอยู่ด้วยกัน 13 ชนิด ในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศ แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ 7 ชนิด โดยแบ่งเป็นการใช้ประโยชน์ทางอาหาร 5 ชนิด อาทิ กลอย มันเลือด มันแซง มันมือเสือ และมันคันขาว และการใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรม 2 ชนิด ได้แก่ กลิ้งกลางดง และยั้ง 

รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลสำเร็จจากโครงการวิจัยนี้มีส่วนช่วยป้องกันการสูญพันธุ์เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงส่งเสริมให้คนในชุมชนตระหนักและหวงแหนที่จะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางพันธุกรรม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความรู้การใช้ประโยชน์ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต






วช. ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ยกรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 67 ให้ “เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงข่าว “NRCT Talk : รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2567 ครั้งที่ 5” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนางานผลงานประดิษฐ์คิดค้น และเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย ในสาขาวิชาการต่าง ๆ  ของประเทศชาติ 


ซึ่งครั้งนี้ ได้เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงข่าวฯ ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. จัดกิจกรรม “NRCT Talk รางวัลการวิจัยแห่งชาติ รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2567 ครั้งที่ 5” เพื่อเชิดชูผลงานที่มีความโดดเด่น และสร้างคุณูปการให้กับวงวิชาการและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจของนักประดิษฐ์ และนักวิจัย ในอันที่จะพัฒนานวัตกรรมทางความคิดและภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์สร้างความก้าวหน้าในศาสตร์แขนงต่าง ๆ โดยในปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเปิดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 และพระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เข้าเฝ้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา 

สำหรับผลงาน “เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์” ของ รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็น 1 ในผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2567

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 25 เป็นโรคกระดูกพรุนโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว และการคัดกรองโรคกระดูกพรุน สามารถทำได้โดยเครื่องวัดมวลกระดูกใช้รังสีเอกซ์ มีขนาดใหญ่ ราคาแพง มีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่มีฐานะยากจนหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ จากปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการคิดค้นเครื่องคัดกรองโรคกระดูกพรุน ด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแบบพกพาด้วยการเรียนรู้ผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ซึ่งเป็น “เครื่องตรวจคัดกรองเครื่องแรกของโลก” มีระดับความน่าเชื่อถือที่ยอมรับได้สำหรับการคัดกรองเบื้องต้น โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์ขนาดใหญ่ แต่มีราคาถูก น้ำหนักเบา เคลื่อนที่สะดวก ง่ายต่อการใช้งาน ทุกคนสามารถใช้ได้ไม่อันตราย ระบบแสงพลังงานต่ำที่ปลอดภัย ไม่ต้องมีนักรังสีเทคนิค และใช้เวลาเพียง 1 นาที โดยผลตรวจออกมาแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แถบสีเขียว หมายถึง มวลกระดูกอยู่ในภาวะปกติ แถบสีเหลือง หมายถึง กระดูกบาง มีความเสี่ยงต้องระวัง และ แถบสีแดง หมายถึง มวลกระดูกมีความหนาแน่นในระดับที่เสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน 

ทั้งนี้ เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครื่องที่ไม่ใช้รังสี แต่ใช้แสงพลังงานต่ำไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อมูล ตัวเครื่องขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสามารถเคลื่อนย้ายได้ ปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 10 เครื่อง ได้นำไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี แล้ว

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ กล่าวทิ้งท้ายว่า เครื่องมือนี้สามารถใช้งานการแพทย์ทางไกล เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล ในพื้นที่ ที่มีอินเทอร์เน็ต สามารถใช้งานได้ง่าย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจวัดมวลกระดูกได้มากยิ่งขึ้น 

สำหรับกิจกรรม “NRCT Talk : รางวัลการวิจัยแห่งชาติ รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2567” ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อมวลชน ตลอดจนการผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น กิจกรรม ภารกิจ และผลการดำเนินงาน ของ วช. เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป