“ซิสทรอนิกส์” จัดงาน dog | A.I. | humanoid.. สร้างเสริมความรู้ เทคโนโลยี AI และ หุ่นยนต์

 

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ ไอคอนสยาม พาร์ค  บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะจาก Unitree Robotics ในประเทศไทย นำโดย นายอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการ ได้จัดงาน dog | A.I. | humanoid เพื่อเปิดตัวเทคโนโลยีหุ่นยนต์รุ่นล่าสุด Unitree G1 จาก Unitree Robotics 

เมื่อเทคโนโลยี AI และ หุ่นยนต์ เข้าใกล้เรามากขึ้น นโยบายภาครัฐแทบทุกประเทศ จึงต้องการให้พัฒนาเทคโนโยลีให้มีความล้ำสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหุ่นยนต์อัจฉริยะ Unitree G1 นับว่าเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นให้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้เสมือนมนุษย์ โดย บริษัท“ซิสทรอนิกส์” นอกจากจะเป็นผู้นำด้านอากาศยานไร้คนขับ หรือ "โดรน" ในประเทศไทย แล้ว เมื่อช่วงต้นปี 2024 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสมือนจริงอัจฉริยะจาก Unitree Robotics เข้ามาจัดจำหน่าย ซึ่งเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะนี้ มีทั้งหุ่นยนต์ Dog และ Humanoid ที่ทางบริษัทฯ ได้นำเข้ามา  เพื่อตั้งใจนำมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ร่วมกับ “คน” ในงานที่คนไม่อยากทำ หรือ ภาษาทางการที่เรียกว่า Operation functions  และ ทดแทน “คน” ในงานที่มีความเสี่ยงอันตราย หรือบั่นทอนสุขภาพ ซึ่งยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาร่วมกับระบบ A.I. เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภายในงานครั้งนี้ นอกจากมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ที่สำคัญ คือการบรรยายให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ A.I. จากวิทยากรทั้ง 3 ท่าน คือ คุณซันนี่ จาวลา A.I. Influencer ผู้ติดตามกว่า 150,000 คน / คุณลักษ์มัญราม ทิวาตรี Channel Manager จากบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด / ตัวแทนจาก Unitree Robotics Mr. Felix Shang - Sales Manager / International Sales Dept.

ในงาน นอกจากผู้ร่วมงานได้พบกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์รุ่นใหม่แล้ว ยังได้ทดลองควบคุมหุ่นยนต์หลากหลายรุ่น เช่น Unitree B2, Unitree Go2 และ Unitree G1 พร้อมสัมผัสเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจาก Unitree Robotics อย่างใกล้ชิด

ล่าสุดทาง บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ยังได้ทำภารกิจร่วม กับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยส่งเจ้าหน้าที่ใช้ DJI Dock 2 (โดรนบินเอง)ติดตั้งชั่วคราว เพื่อบินหาตำแหน่งของพะยูน บริเวณ บ้านปากคลอก จังหวัดภูเก็ต

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการดูรายละเอียดของ บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด สามารถติดต่อและดูรายละเอียดผ่านช่องทาง เพจ Systronics Co.,Ltd / โทร. 028791127 ถึง 9/

https://www.systronics.co.th












“เอ้ สุชัชวีร์” นำทีมเล่นน้ำสงกรานต์ “ถนนข้าวสาร - คลองโอ่งอ่าง” พร้อมผลักดันฟื้นคลองโอ่งอ่าง เพื่อสร้างรายได้ดึงดูดนักท่องเที่ยว

 


(14 เม.ย. 67) ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นำทีม เล่นน้ำสงกรานต์ “ถนนข้าวสาร - คลองโอ่งอ่าง” เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสงกรานต์ เเละให้กำลังใจ เพื่อช่วยกันผู้ฟื้นคลองโอ่งอ่าง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้ร่วมฉีดน้ำกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม และมีประชาชนเข้ามาทักทายร่วมเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน


ขณะที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้มาเล่นน้ำสงกรานต์ “คลองโอ่งอ่าง” เพื่อให้กำลังใจ ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ ครั้งที่แล้วที่ตนมาลงพื้นที่พร้อม ส.ก. ตอนนั้นหลอดไฟเสีย ตอนนี้เปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดแล้ว ซึ่ง ส.ก. ลงทุนใช้เงินส่วนตัวซื้อไฟฟ้าส่องสว่างและเดินสายไฟตกแต่งแสนกว่าบาท หลังมีปัญหา​การถูกทิ้งร้าง ซึ่งคลองโอ่งอ่าง ปัจจุบันนั้นถูกทอดทิ้ง ทาง ส.ก. พยายามจะฟื้นคลองโอ่งอ่างให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ เดินหน้าจับมือเอกชน Restart กิจกรรมคลองโอ่งอ่าง พร้อมเชิญชวนให้คนมาเล่นสงกรานต์และมาท่องเที่ยวคลองโอ่งอ่าง ถ้าคนไทยไม่สนับสนุนกันแล้ว ก็หาคนอื่นสนับสนุนยาก





 

รรถไฟฯ เผยยอดการจองตั๋วรถไฟล่วงหน้า 90 วัน พร้อมเพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

การรถไฟฯ ถวางแผนการเพิ่มขบวนรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดเพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษในเส้นทางสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับรองรับการเดินทางของประชาชนเพิ่มเติม เป็น 2 ช่วง คือ เที่ยวไป ระหว่างวันที่ 10, 11, 12 และ 14 เมษายน 2567 รวม 8 ขบวน และเที่ยวกลับ ระหว่างวันที่ 11, 13, 16 และ 17 เมษายน 2567 อีก 8 ขบวน ทำให้สามารถรองรับการเดินทางของผู้โดยสารเพิ่มเติมได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 คนต่อวัน รวมถึงจัดเตรียมรถโดยสารสำหรับหมุนเวียนเพิ่มเติม จำนวน 40 คัน สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการซื้อตั๋วในวันเดินทาง ให้เพียงพอและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาใช้บริการเป็นจำนวนมาก กระทรวงคมนาคม จึงได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสูงสุด โดยได้มอบนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ประสานการทำงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างผู้โดยสารที่ใช้บริการโดยรถไฟ และรถขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ โดยให้นำรถบัสโดยสารเฉพาะของบขส. (ไม่รวมรถร่วมบริการและรถตู้โดยสาร) เข้ามาจอดส่งผู้โดยสารขาเข้าได้ที่บริเวณประตูที่ 3 ของสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ทำให้ผู้โดยสารที่เดินทางต่อเนื่อง สามารถเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเชื่อมต่อให้กับประชาชน

ท้ายนี้ กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ มั่นใจว่าจะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้าง และสามารถรับส่งผู้ใช้บริการทุกคนให้ถึงที่หมายอย่างสะดวกและปลอดภัยตลอดการเดินทาง สำหรับผู้โดยสารที่สนใจเดินทาง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย


#

วช. ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว เพื่อลดความสูญเสีย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วันที่ 4 เมษายน 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) ร่วมกับ คณะอนุกรรมการผลกระทบจากแผ่นดินไหวและแรงลม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดสัมมนาในหัวข้อ “ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริเวณ Noto Peninsula ประเทศญี่ปุ่น” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิด พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และคณะทีมนักวิจัยเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านแผ่นดินไหว พร้อมด้วยหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริเวณ Noto Peninsula ประเทศญี่ปุ่น” ในวันนี้ วช. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมมีการดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติ และริเริ่มแผนงานการพัฒนาศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talents) และ ศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ในปี 2566 ได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) โดยมี “ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand)” ที่มี ศาสตราจารย์ ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) ด้านแผ่นดินไหวของประเทศไทย ที่จะให้ข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิด และลดความสูญเสีย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ศาสตราจารย์.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2566 เป็น ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านแผ่นดินไหว สนับสนุนการดำเนินงาน โดย วช. เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ หัวหน้าคณะสำรวจ และคณะทีมนักวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น นำทีมสำรวจความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.6 เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2024 เวลา 16:10 น. (เวลามาตรฐานญี่ปุ่น) ในคาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น ทีมสำรวจได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง เช่น อุจินาดะ (Uchinada) วาจิมะ (Wajima) อานามิซุ (Anamizu) ซูซุ (Suzu) โนโตะ (Noto) มอนเซ็น (Monzen) และ โทกิ (Togi) แม้ว่าเวลาผ่านไปกว่า 2 เดือนแล้ว ภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงอยู่ประเทศไทย จึงควรศึกษาและเตรียมแผนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร. สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งฮวาเหลียน ณ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 ที่มีขนาด 7.4 แมกนิจูด ลึก 11 กิโลเมตร รวมถึงเกาะโอกินาวาญี่ปุ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 ขนาด 6.0 แมกนิจูด บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งเมืองฟุกุชิมะ ลึกลงไปราว 40 กิโลเมตร โดยสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นไหวได้ถึงกรุงโตเกียว และถูกจัดให้อยู่ในความรุนแรงระดับ 4 จากมาตรวัดของญี่ปุ่นที่มี 7 ระดับ จากเส้นทางการสำรวจพบว่าเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยการสำรวจความเสียหายนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาสร้างมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของประเทศไทยได้อย่างทันท่วงที

โดย กิจกรรมภายในงานเป็นการเสวนาให้หัวข้อต่าง ๆ เพื่อถอดบทเรียนความเสียหายจากแผ่นดินไหว ดังนี้ 

"ข้อมูลพื้นฐานของ แผ่นดินไหว Noto Seismological Data และ Tectonic Data" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

"การตรวจวัดแผ่นดินไหว คลื่นแผ่นดินไหว Strong Motion Data" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ จาก มหาวิทยาลัยมหิดล 

"ผลกระทบและบทเรียนสึนามิ" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. อนวัช สรรพศรี จาก มหาวิทยาลัยโทโฮคุ และ นายณัฐพล ธรรมิกบวร จาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย 

"ผลกระทบและบทเรียน Landslide การเกิดดินเหลว" โดย ดร.วีรเดช ธนพลังกร จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

"ผลกระทบและบทเรียน โครงสร้างและสิ่งก่อสร้าง" โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วงศา วรารักษ์สัจจะ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 

"การจัดการหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว" โดย นายอำพัน เหล่าสุนทร นักวิจัย จาก Tokyo Institute of Technology 

ทั้งนี้ วช. อยู่ระหว่างดำเนินการสร้าง Research Ecosystem Facilities ที่จะช่วยให้สามารถศึกษาวิจัย ในระดับที่ทัดเทียมกับนานาชาติ รวบรวมองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว และเป็นกลไกหลักในการนำเสนอนโยบายและเพื่อการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ เพื่อเป็นเวทีในการเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวคิดสำหรับการนำบทเรียนมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และ เตรียมความพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวในอนาคต








อว. มอบของขวัญปีใหม่ ปี 67 “เท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace)” จาก ฝีมือนักวิจัยไทย ให้กับ รพ. ทั้ง 7 แห่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการให้ได้ใช้ฟรี


เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) คุณภาพสูง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ให้กับ โรงพยาบาล ทั้ง 7 แห่ง ภายใต้โครงการของขวัญปีใหม่ 2567 จาก กระทรวง อว. ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัย จาก วช.

โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงานและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมี รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ พร้อมด้วยตัวแทนผู้รับมอบนวัตกรรมเท้าเทียม ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร โรงพยาบาลสิรินธร ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลสมุทรสาคร สถาบันราชประชาสมาสัย สมุทรปราการ และ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมีตัวแทนผู้พิการขึ้นรับมอบนวัตกรรมเท้าเทียม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ในนามของรัฐบาล มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2567 ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมของภาครัฐ

ในการให้โอกาสประชาชนทั้งกลุ่มที่ต้องการเป็นพิเศษและกลุ่มประชาชนทั่วไป กระทรวง อว. มุ่งเน้นผลิตกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมต่าง ๆ โดยเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง มีคุณภาพ น้ำหนักเบา รูปลักษณ์สวยงาม โดยเกิดจากความเก่งของคนไทยแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในประเทศไทยที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ กระทรวง อว. มีความยินดีที่จะมอบเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ให้กับผู้ต้องการได้มีโอกาสได้ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) จะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดให้เข้าถึงประชาชนในทุกกลุ่มได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ รวมถึงการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ด้วยฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นองค์ความรู้ที่เสริมศักยภาพในด้านคุณภาพชีวิต โดย วช. ได้ให้การสนับสนุนแก่ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ และคณะ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการขาขาด

ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าเท้าเทียมจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง เพื่อช่วยเพิ่มความสุขให้กับผู้พิการ โดยจะมีการติดตามประเมินการใช้งาน เพื่อนำข้อมูลสนับสนุนการขอเข้าระบบของ สปสช. ต่อไป

รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวถึง เท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2566 และได้ผ่านการทดสอบตามมาตรการสากล ISO 10328 จากประเทศเยอรมนี และทำการทดลองทางด้านทางด้านคลินิกโดยโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นวัสดุอุปกรณ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพ พัฒนาโดยฝีมือนักวิจัยของไทยมุ่งหวังให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงได้และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ วช. ได้กำหนดการส่งมอบนวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) ทั่วทุกภูมิภาค และได้ติดตามประเมินผลการใช้งาน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผน และการผลักดันเข้าสู่ระบบสุขภาพจะเห็นได้ว่าการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเท้าเทียมไดนามิกส์เอสเพส (sPace) มุ่งหวังให้ผู้พิการเข้าถึงและนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมีความปลอดภัยและได้รับมาตรฐานยกระดับความเป็นอยู่ของผู้พิการให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

วช. สนองพระราชดำริ หนุน ม.นเรศวร ศึกษาพันธุกรรม “มันม่วง” ลดการสูญพันธุ์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพทางภูมิอากาศ และตั้งอยู่ภายใต้อิทธิพลของมรสุมสองชนิด คือ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้มีความหลากหลายของระบบนิเวศและพรรณพืชหลายชนิด แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้มีสภาพเสื่อมโทรม และมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรเห็นปัญหา ทรงได้รับสั่งให้ดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้เพื่อเป็นแนวทางหลักในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพ.สธ.) และการจัดตั้งธนาคารพืชพรรณ รวมถึงทรงสนับสนุนให้มีการรวบรวมพันธุ์พืชเฉพาะถิ่น พืชหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนประโยชน์ของพืชชนิดต่าง ๆ การทำเกษตรกรรม และเพื่อสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อรวมอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืชและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ นายพุทธพงษ์ สร้อยเพชรเกษม นักวิชาการเกษตร รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท แห่งคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและขยายพันธุ์มันม่วง (Dioscorea alata L.) เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สนองโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของมันป่าด้วยเทคนิคเครื่องหมายดีเอ็นเอ ศึกษาวิธีการขยายพันธุ์และวิธีการปลูกมันป่าเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี เพื่อศึกษาวิธีการทำเมล็ดเทียมสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมและขยายพันธุ์มันป่า พร้อมวิเคราะห์ปริมาณสาระสำคัญ ได้แก่ saponin และ diosgenin พร้อมสร้างแปลงรวบรวมสายพันธุ์มันป่าสำหรับเป็นธนาคารพันธุกรรมพืชต่อไป

รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยโครงการดังกล่าวพบว่า มันป่า มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน น้ำตาล วิตามิน แคลเซียม โซเดียม ไฟเบอร์สูง แคโรทีนอยด์ และแอนโทไซยานินรวมอยู่ ทั้งนี้ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันและยับยั้งลโรคเบาหวาน รวมถึงสามารถลดระดับไขมันในเลือด นอกจากนี้การรับประทานมันเลือดยังสามารถช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศ และช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจ ได้อีกด้วย 

ทีมวิจัยได้ทำการสำรวจและจำแนกชนิดของมันป่า พบว่า มันป่า มีอยู่ด้วยกัน 13 ชนิด ในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศ แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ 7 ชนิด โดยแบ่งเป็นการใช้ประโยชน์ทางอาหาร 5 ชนิด อาทิ กลอย มันเลือด มันแซง มันมือเสือ และมันคันขาว และการใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรม 2 ชนิด ได้แก่ กลิ้งกลางดง และยั้ง 

รองศาสตราจารย์พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลสำเร็จจากโครงการวิจัยนี้มีส่วนช่วยป้องกันการสูญพันธุ์เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงส่งเสริมให้คนในชุมชนตระหนักและหวงแหนที่จะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางพันธุกรรม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความรู้การใช้ประโยชน์ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต






วช. ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ยกรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 67 ให้ “เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงข่าว “NRCT Talk : รางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2567 ครั้งที่ 5” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนางานผลงานประดิษฐ์คิดค้น และเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย ในสาขาวิชาการต่าง ๆ  ของประเทศชาติ 


ซึ่งครั้งนี้ ได้เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงข่าวฯ ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. จัดกิจกรรม “NRCT Talk รางวัลการวิจัยแห่งชาติ รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2567 ครั้งที่ 5” เพื่อเชิดชูผลงานที่มีความโดดเด่น และสร้างคุณูปการให้กับวงวิชาการและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจของนักประดิษฐ์ และนักวิจัย ในอันที่จะพัฒนานวัตกรรมทางความคิดและภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์สร้างความก้าวหน้าในศาสตร์แขนงต่าง ๆ โดยในปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเปิดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 และพระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เข้าเฝ้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา 

สำหรับผลงาน “เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์” ของ รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็น 1 ในผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2567

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 25 เป็นโรคกระดูกพรุนโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว และการคัดกรองโรคกระดูกพรุน สามารถทำได้โดยเครื่องวัดมวลกระดูกใช้รังสีเอกซ์ มีขนาดใหญ่ ราคาแพง มีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่มีฐานะยากจนหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ จากปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการคิดค้นเครื่องคัดกรองโรคกระดูกพรุน ด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแบบพกพาด้วยการเรียนรู้ผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ซึ่งเป็น “เครื่องตรวจคัดกรองเครื่องแรกของโลก” มีระดับความน่าเชื่อถือที่ยอมรับได้สำหรับการคัดกรองเบื้องต้น โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์ขนาดใหญ่ แต่มีราคาถูก น้ำหนักเบา เคลื่อนที่สะดวก ง่ายต่อการใช้งาน ทุกคนสามารถใช้ได้ไม่อันตราย ระบบแสงพลังงานต่ำที่ปลอดภัย ไม่ต้องมีนักรังสีเทคนิค และใช้เวลาเพียง 1 นาที โดยผลตรวจออกมาแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แถบสีเขียว หมายถึง มวลกระดูกอยู่ในภาวะปกติ แถบสีเหลือง หมายถึง กระดูกบาง มีความเสี่ยงต้องระวัง และ แถบสีแดง หมายถึง มวลกระดูกมีความหนาแน่นในระดับที่เสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน 

ทั้งนี้ เครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครื่องที่ไม่ใช้รังสี แต่ใช้แสงพลังงานต่ำไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อมูล ตัวเครื่องขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสามารถเคลื่อนย้ายได้ ปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเครื่องคัดกรองผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 10 เครื่อง ได้นำไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี แล้ว

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ กล่าวทิ้งท้ายว่า เครื่องมือนี้สามารถใช้งานการแพทย์ทางไกล เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล ในพื้นที่ ที่มีอินเทอร์เน็ต สามารถใช้งานได้ง่าย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจวัดมวลกระดูกได้มากยิ่งขึ้น 

สำหรับกิจกรรม “NRCT Talk : รางวัลการวิจัยแห่งชาติ รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2567” ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยได้นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อมวลชน ตลอดจนการผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น กิจกรรม ภารกิจ และผลการดำเนินงาน ของ วช. เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป






คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดอบรม “การผลิตผ้าพิมพ์ลายจากสีธรรมชาติขั้นสูง (Advanced Eco Printing)” สนับสนุนแผนงานการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ บพข.


สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดอบรมการผลิตผ้าพิมพ์ลายจากพืชขั้นสูง "งานห่ม" รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2567 ณ อาคารคีรีมาศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.หฤษฎ์ นิ่มรักษา อาจารย์ ดร.ชมพูนุท พรเจริญนพ คุณจีรภา อริยเดช ว่าที่ร้อยตรีเทพไชย ปลั่งกลาง และคุณอารัตน์ ช่วยชาติ และมี ผศ.ดร.สัญญา กุดั่น รองคณบดีฝ่ายบริหาร เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมและมอบประกาศนียบัตร โครงการอบรมฯ ครั้งนี้สนับสนุนการยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยวในชุมชนชายฝั่งทะเล จังหวัดตราด ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายใต้แผนงานการท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ บพข. 

ผศ.ดร.หฤษฎ์ นิ่มรักษา สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหน้าโครงการฝึกอบรมฯ กล่าวว่า การผลิตผ้าพิมพ์ลายจากพืชขั้นสูง (Advanced Eco Printing) จะได้ผลิตภัณฑ์จากผ้ารูปแบบที่เรียกว่า “งานห่ม” ซึ่งเป็นเทคนิคการผลิตผ้าพิมพ์ลายที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีกระบวนการโอนถ่ายสีและลวดลายจากส่วนของใบ ดอก และผลของพืช ลงบนผืนผ้าด้วยวิธีการทางธรรมชาติ และใช้ผ้าหลักอีกผืนเพื่อชุบสีที่ต้องการ บิดหมาดแล้วนำมาห่ม หรือคลุมทับบริเวณผ้าและใบไม้ที่ได้วางไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้ได้ลวดลายของใบไม้บนผืนผ้า และสีพื้นที่ได้จากการห่ม โดยผ้าที่ได้จากการพิมพ์ลายรูปแบบใหม่นี้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น สามารถนำไปประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าได้อย่างหลากหลาย อาทิ เสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ หมวก กระเป๋า และรองเท้า เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ เป็นการรณรงค์การใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสภาพแวดล้อม รวมทั้งเป็นการใช้พืชที่มีในท้องถิ่น และนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผู้เข้าอบรมสามารถผลิตผ้าพิมพ์ลายจากพืชสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และจำหน่ายเป็นการค้าหรือส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ผู้อำนวยการแผนงานการท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ บพข. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การอบรมครั้งนี้มีผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชนชายฝั่งทะเล จังหวัดตราด ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เข้าร่วมการฝึกอบรมด้วย แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ที่ดำเนินงานโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการฯ นั้น ได้ดำเนินการร่วมกับหลายองค์กรจนทำให้เกิดการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ที่ขายได้จริงในตลาดต่างประเทศแล้ว 125 เส้นทาง องค์ความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรม จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ขณะนี้มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ดำเนินโครงการการยกระดับบริหารจัดการการท่องเที่ยวดำน้ำคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และตราด โดยมี รศ.ดร.มาฆมาส สุทธาชีพ และอาจารย์ ดร.วิชิน สืบปาละ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย ซึ่งจะสามารถนำเรื่องการผลิตผ้าพิมพ์ลายจากสีธรรมชาติขั้นสูง มาบูรณาการร่วมกันในการผลิตสินค้าของที่ระลึกจากท้องถิ่นสำหรับนักท่องเที่ยวดำน้ำ

ว่าที่ พ.ต. วัชรินทร์  แสวงการ ประธานกลุ่มโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวโดยชุมชนท้องตมใหญ่ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร กล่าวว่า การเข้ารับการฝึกอบรมครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้ เปิดมุมมองใหม่ และสามารถนำไปถ่ายทอดกับผู้ประกอบการในเครือข่ายท้องตมใหญ่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน วันนี้การท่องเที่ยวท้องตมใหญ่เข้าใจถึงปัญหาโลกร้อน ความจำเป็นที่ต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อให้การท่องเที่ยวมีความยั่งยืน เศรษฐกิจชุมชนเติบโต และความร่วมมือกันในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

คุณโสภี  พูนสดี ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ความเห็นความเห็นว่ามีโอกาสเข้ารับการอบรมโดยการสนับสนุนจากแผนงานการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงอย่างต่อเนื่อง เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และได้ข้อมูลใหม่ๆ ของสีที่ได้จากพืชชนิดต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ โดยตนเองได้นำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกาะเต่า และได้นำเอาเปลือกหอยฝาเดียวที่เป็นศัตรูของปะการังจากแหล่งดำน้ำเกาะเต่ามาบดเพื่อสกัดสีสำหรับการพิมพ์ผ้าลายจากสีธรรมชาติร่วมกับพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นด้วย สินค้าผ้าพิมพ์ลายจากสีธรรมชาติ สามารถขายได้ในราคาสูงกับลูกค้ากลุ่มที่เน้นงานศิลปะ และเห็นคุณค่าของการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดำเนินการพัฒนาการผลิตผ้าพิมพ์ลายจากสีธรรมชาติ และจัดโครงการฝึกอบรมให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีเครือข่ายของผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากทั่วประเทศ จึงมีข้อมูลการผลิตผ้าพิมพ์ลายจากสีธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น และสามารถนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ นอกจากนี้โครงการฝึกอบรมฯ ยังได้บูรณาการร่วมกับการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งดำเนินงานร่วมกับโครงการเกษตรอินทรีย์ และการส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)) เพื่อพัฒนาประเทศทั้งในด้านด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 


นักแสดงตบเท้าเข้ามาแสดง ละครเรื่องอาถรรพ์ชฏากันอย่างล้นหลาม

 นักแสดงตบเท้าเข้ามาแสดง ละครเรื่องอาถรรพ์ชฏากันอย่างล้นหลาม...





เปิดตัวนักแสดง

เรื่องอาถรรพ์ชฎา


ค่ายกองละครกฏแห่งกรรมคืนพระจับดับ


ซีรี่ย์ผีคืนหลอน


ผลิตละครโทรทัศน์ / ผู้กำกับการแสดง

เกตน์ศิรณี บุญมา

ฮ.นกเอี้ยงตาโต


สถานีโทรทัศน์ MV TV 


เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2567

วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง (บางพลัด) วันนี้ ฟิตติ้ง ลองชุดเสื้อผ้า ปฐมนิเทศ พร้อมเปิดตัวนักแสดง

นำโดย

นายณัฐพล นิลดอนหวาย (เล้ง)

รับบท "ไอ้ขลุ่ย"

(พระเอก)


พิฆวรางค์ เพชรงามพงศ์โนรา

"อีตองอ่อน"

(นางเอก)


ปรารถนา มีวิชา

(ครีมมี่) รับบท

"คุณหญิงลำเจียก"


ทศรัสมิ์ ศุภอัครถิรโภคิน  (แลมป์)

รับบท " คุณหลวงชัย "


ชกฤตยา ชั่งเย็น

(ไดม่อน)

รับบท " คุณหนูรำเพย"




และนักแสดงอีกมากที่มาร่วมแสดงค่ายละครกฏแห่งกรรมคืนพระดับ


เปิดกล้องคิวแรก วันที่ 28-29 มีนาคม พ.ศ.2567

#ซี่รี่ส์ผีคืนหลอน



อำนวยการผลิต

บุญรุ่ง เต๋งจงดี (เอ)



กราบขอบพระคุณ

วโรดม ศิริสุข (ชายแฮ็คส์)

ที่ปรึกษากองละครกฏแห่งกรรมคืนพระจันทร์ดับ

พร้อมทั้งกราบขอบพระคุณนักแสดง ทุกท่านที่มาร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างละครกฏแห่งกรรม...




สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว. ร่วมกับ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1


เมื่อวันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567 เวลา 10.00-11.30 น. ณ  อาคาร พว. ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ (MOU)ระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ร่วมกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ประจำปีการศึกษา 2566-2568 

โดยมี ดร.กัลยา มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมลงนามการดำเนินงานตามข้อตกลงความร่วมมือนี้จะอยู่ในรูปแบบของการประสานงานความร่วมมือขององค์กรทั้งสองแห่งดังกล่าวข้างต้น โดยตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้แบบ Active Learning   การดำเนินงานตามกรอบแนวทางความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง)  ด้านการศึกษาที่ได้กำหนดกิจกรรมปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนในปัจจุบันไปสู่การเรียนรู้ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum) ด้วยการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพ รวมทั้งส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาชีพของผู้บริหาร ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา สำหรับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง     เชิงระบบ GPAS 5 Steps มีนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียน       ให้มีความถนัดและความฉลาดที่แตกต่างกัน ผู้เรียนสามารถถักทอสร้างความรู้ได้เองจนถึงระดับหลักการ     เกิดสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทุกด้าน รวมทั้งเกิดผลลัพธ์เป็นผลผลิต เช่น ชิ้นงาน โครงงาน นวัตกรรม จนส่งผลให้ผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรได้ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้








ม่วนของแซ่บแบบกันเอง…บ่ต้องเกรงใจกันเด้อ “ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก เซ็นทรัล โคราช” 23 ก.พ. - 3 มี.ค. 2567 ลานโปรโมชั่น ชั้น 1


ก๊วนนักกิน ถิ่นโคราช เตรียมมาม่วนฟิน กินสุดมันส์ กันได้ที่งาน “ครัวคุณต๋อยยกทัพ บุก เซ็นทรัล โคราช” พากันมาช้อป มาชิล ฮีลใจด้วยเมนูอร่อยกันตลอด 10 วันเต็ม!!! คุณตูน-พัทธยศ ลิมปพัทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์น โปรเจค จำกัด ในฐานะผู้จัดงานชวนทุกท่าน

พบปะกับร้านเด็ดกว่า 60 ร้านดัง ตัวจริงระดับมืออาชีพ ที่มาร่วมส่งต่อความอร่อย ปรุงสดเสิร์ฟใหม่ วันต่อวัน อาทิเช่น ชิฟฟ่อนโรล พระนครเบเกอรี่ / หมูยอวชาลิสา / ปิ่นมณีปลาส้มไร้ก้าง / เฟรชชี่ฟรุตมะขามแปรรูป/ จรินทร์หนองมน / หมูโชกุน / โคตรเกี๊ยว / ปั้นขลิบอบจิวแอนด์เจน /โกหยี ขนมจีบต้ม / บ้านฝอยทอง


เต็มอิ่มกับเมนูอร่อยหลากหลายสไตล์ ทั้งอาหารไทย นานาชาติ เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ มารวมกันไว้ในงานนี้ ทุกร้านการันตีความอร่อย จากรายการครัวคุณต๋อย

พบกับ “ครัวคุณต๋อย Selected” โซนเด็ด ห้ามพลาด!!! คัดสรร 4 ร้านเด็ด เน้นอร่อยชัวร์ รสชาติถูกปาก ซื้อฝากถูกใจแน่นอน

พิเศษสุด!!! วันเปิดงานวันแรกพบกับ 3 พิธีกรดัง จากรายการครัวคุณต๋อย นำโดย อาต๋อยไตรภพ ลิมปพัทธ์  คุณเอ๊าะกีรติ เทพธัญญ์ คุณโก๊ะตี๋ อารามบอย ร่วมถ่ายรูปกับผู้บริหารระดับสูงของเซลทรัลโคราชพร้อมคุณก่อเกียรติ ลิมปพัทธ์ ร่วมเดินชมร้านค้าต่างๆ พร้อมทักทายพ่อแม่พี่น้องสร้างความเป็นกันเองกับทุกคน  แนะนำของอร่อยและมีกิจกรรมอีกมากมาย สร้างความสนุกคึกคักกันตลอดทั้งงาน

สนุกกับกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น โชว์สาธิตการทำอาหารจากร้านเด็ด โดยธุรกิจเครือข่ายบิสคลับ นครราชสีมา / กิจกรรม “แฟนคลับครัวคุณต๋อย ตอบได้ให้เลย” รับของอร่อยจากทางร้านค้า มางานนี้สนุกแน่นอน

เซ็นทรัล โคราช บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น1

วันที่ 23 ก.พ. –  3 มี.ค. 2567

เวลาเปิด - ปิดทุกวัน  10.00 น. - 21.00 น.

 


สนับสนุนความสำเร็จโดย

- ศูนย์การค้า เซ็นทรัล โคราช  

- เมืองนครราชสีมา

- ธุรกิจเครือข่ายบิสคลับ นครราชสีมา

- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา

- สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3  คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง3

ติดตามรายละเอียดได้ที่ FACEBOOK ครัวคุณต๋อย เว็บไซต์ www.kruakhuntoi.com แอปพลิเคชันครัวคุณต๋อย 


ค่าฝุ่นพุ่ง! วช.นำวิจัยและนวัตกรรม “รู้ทันฝุ่น PM2.5”

ค่าฝุ่นพุ่ง! วช.นำวิจัยและนวัตกรรม “รู้ทันฝุ่น PM2.5”

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนา เรื่อง “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพ ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดย ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (Hub of Talents on Air Pollution and Climate – HTAPC) ร่วมกับ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (Hub of Environmental Health) ภายใต้โครงการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคาร วช. 8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องด้วยปัจจุบันปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่  ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจและรู้ทันต่อเหตุการณ์ วช.จึงได้นำองค์ความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ (1) การพยากรณ์/คาดการณ์ปริมาณ PM2.5 (2) การลด PM2.5 จากแหล่งกำเนิด (3) การบรรเทาปัญหา PM2.5 ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสุขภาพอนามัย (4) การสร้างความรับรู้ของประชาชน และ (5) การบริหารจัดการ PM2.5 มาแลกเปลี่ยนและพูดคุยในข้อมูลที่ถูกต้อง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ” ร่วมนำเสนอในประเด็นสำคัญ  เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนรู้ทันฝุ่น PM2.5 ด้วยวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม


สำหรับการเสวนาวิชาการมีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ประกอบด้วย ประเด็น “ที่มาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5” โดย รศ. ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล จาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology: AIT) ประเด็น “ผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต่อสุขภาพ” โดย รศ. ดร.นพ.บุญรัตน์ ทัศนีย์ไตรเทพ จาก มหาวิทยาลัยมหิดล และประเด็น “วิธีแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5” โดย ดร.สุพัฒน์ หวังวงค์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (Hub of Talents on Air Pollution and Climate – HTAPC)

ถัดมา กิจกรรมการเสวนา “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพ และแก้ไข ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ผู้ทรงวุฒิผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ว่า ฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งฝุ่นควันที่เกิดจากอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่ต้องมีการปล่อยควัน ในกระบวนการผลิต ควันจากการเผาไหม้ในกิจกรรมในครัวเรือน เช่น การประกอบอาหาร การจุดธูปเทียน หรือแม้แต่ควันจากการสูบบุหรี่ ซึ่งมีโอกาสเกิดการเผาไหม้ ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเกิดฝุ่น PM2.5 โดยผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต่อสุขภาพ นั้น ค่าฝุ่น PM2.5 สูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสะสมในระยะยาว ส่งผลต่อระบบผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นภูมิแพ้, โรคหืด, โรคถุงลมโป่งพอง, มะเร็งปอด และภาวะอักเสบเรื้อรัง ดังนั้น ควรป้องกันการรับฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผลกระทบรุนแรง อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด, โรคหัวใจ ฯลฯ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โดยงานวิจัยและนวัตกรรมจะสามารถเข้ามามีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งประเทศไทยมีนวัตกรรมที่รองรับสำหรับการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย การจัดทำบัญชีการระบายมลพิษ การจัดทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา PM2.5 และการกำหนดมาตรการในการลดฝุ่น PM2.5 จากแหล่งมลพิษต่าง ๆ 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า PM2.5 ฝุ่นละอองเล็กจิ๋ว ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หลายประเทศต้องเผชิญปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในอากาศ ด้วยประชากรหนาแน่น ความคับคั่งของการจราจร รวมถึงเขม่าควัน และฝุ่นผงจากการก่อสร้าง การเผาไหม้ ซึ่งเสวนาวิชาการในครั้งนี้จะมีส่วนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมการร่วมมือกันจากหลายภาคส่วนในการจัดการกับปัญหาฝุ่นละอองรู้เท่าทันฝุ่น PM2.5  ด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป และ “เราทุกคนเป็นคนก่อมลพิษมากบ้างน้อยบ้าง เราทุกคนต้องช่วยกันป้องกันและแก้ไข”